เรื่องเล่าจากหัวโขน

โขนเป็นการแสดงศิลปะของไทยที่ดูมีความศักดิ์สิทธิ และก่อนจะทำการแสดงโขนได้นั้นต้องมีการนำหัวโขนมาตั้งประดิษฐานเป็นเครื่องสักการะในการไหว้ครู และจะต้องตั้งเครื่องให้ครบทั้งหมดก่อนมีพิธีไหว้ครู และก่อนจะทำการแสดงจะต้องมีการทำที่ทางในการแสดงโขนก็จะต้องมีการทำพิธีปัดเสียดรังควานออกจากบริเวรนั้นเสียก่อน

และก่อนจะมีการแต่งตัวก็ควรไหว้ครูก่อน และเมื่อแต่งตัวเสร็จแล้วก็ต้องไหว้ครูก่อนที่จะสวมหัวโขนก็ต้องไหว้ครูอีกรอบ คือประเพณีสืบทอดกันมาและเมื่อทำการแสดงเสร็จสิ้นแล้วทุกคนก็ต้องมาไหว้ครูอีกครั้ง และจะต้องมีการไหว้ขอขมากันเองด้วย

เรื่องเล่าจากหัวโขน

ความเชื่อในโบราณที่ว่าห้ามเก็บหัวโขนรวมกันควรแยกฝั่งยักษ์กับลิงออกจากัน และควรเก็บไว้คนละด้านกันเลย และจะมีหัวโขนของพระฤาษีขั้นกลางระหว่างของฝ่ายหน้ายักษ์ และหน้าลิงนั้นด้วย จึงเกิดเป็นเรื่องเล่าขึ้นมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่บริเวณที่เป็นห้องคลังมีไว้สำหรับเก็บหัวโขน และได้มีการแยกฝ่ายหน้ายักษ์ กับหน้าลิง ไว้คนละข้างแล้ว ตรงกลางยังตั้งหัวโขนของหน้าพระฤาษีไว้ด้วย

แต่ผู้ที่มีหน้าทีดูแลห้องคลังนี้ลืม หรือว่าตั้งใจไม่รู้ได้ ได้ทำการยกหน้าพระฤาษีออกไปไว้ที่อื่น เช้าวันรุ่งขึ้นเข้ามาในห้องคลังปรากฏว่าตู้กระจกแตกกระจายหัวโขนหล่นมาลงพื้นมีการฉีกขาดของหน้ากาก ทั้งหน้ายักษ์มีการเขี้ยวหลุด หน้าลิงจอนหูหัก แต่จะเกิดความเสียหายทั้งฝั่งหน้าลิงเสียมากกว่า และในสมัยยังเชื่ออีกว่าการนำชุดที่แสดงเกี่ยวกับโขนนั้น

ไม่ควรนำมาเก็บไว้ที่บ้านได้ รวมไปถึงรูปภาพที่เกี่ยวข้องกับโขน ห้ามนำเข้าบ้านเด็ดขาด ควรจะฝากของเหล่านี้ไว้ที่วัด เพราะถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธินั่นเอง

การแต่งกายของโขนประกอบด้วย

การแต่งกายฝ่ายพระประกอบไปด้วยเสื้อมีทั้งแบบมีอินธนู และไม่มีอินธนู และมีทั้งแบบแขนสั้นและแขนยาว ของแต่ตัวละครแตกต่างกันไป เครื่องประดับก็จะประกอบไปด้วย เสื้อฉลององค์ กำไรข้อเท้า ผ้านุ่ง ที่รัดสะเอว ดอกไม้ สังวาลและก็ชฎาเป็นต้น ส่วนตัวนางก็จะมีเครื่องประดับคล้ายกัน อย่างพวกกำไรข้อเท้า เข็มขัด เสื้อนางใน ดอกไม้ทัดหูซ้าย เป็นต้น

โขนถือเป็นการแสดงที่ศักดิ์สิทธิเมื่อก่อนจะหาดูได้ยากนอกจากทางวังจัดให้มีการแสดงถึงจะได้ดู โขนเป็นเหมือนการแสดงที่คู่บ้านคู่เมืองของคนไทยไปแล้ว และยังมีมนต์ขลังทุกที ที่ได้ชมศิลปะการแสดงโขน

โพสท์ใน ประเพณีและตำนาน | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน เรื่องเล่าจากหัวโขน

ประวัติศาสตร์ของภาคอีสาน

คุณรู้ไหมว่าในแถบทางภาคอีสานนั้นมีหลักฐานมากมายทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในภาคอีสานทั้งยังมีประวัติความเป็นมาหลากหลายชนิดที่ถูกเก็บไว้ให้เรานั้นได้เห็นและเป้นความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์มีชิ้นส่วนมากมายที่เกิดขึ้นในแถบทางภาคอีสานมีของเก่ามากมายให้เรานั้นได้ค้นหาความรู้จากหลักฐานของเก่าอีกมากมายเราจะมาพูดถึงของโบราณและอารายธรรมโบราณแห่งท้องถิ่นอีสาน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คือ ภาคอีสานของไทยเป็นดินแดนที่มนุษย์ตั้งถิ่นฐานมานานหลายพันปีนับแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์และได้มีการพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถรวมตัวสร้างชุมชนขยายกลายเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ ในสมัยต่อๆมา 

เหล่งโบราณคดีมากมายที่พบอยู่ทั่วแดนอีสาน คือ หลักฐานบอกเหล่าความเป็นมาของอารยธรรมแต่เก่าก่อนมนุษย์ยุคแรกในภาคอีสานมีความเป็นอยู่เรียบง่ายอาศัยอยู่ตามถ้ำหรือเพิงผาใช้ชีวิตผูกพันธ์กับธรรมชาติเพียงการล่าสัตว์จับปลาประทังชีพหรือที่เรียกว่าสังคมล่าสัตว์ ยุคต่อมาชุมชนอีสานได้อพยพมาตั้งถิ่นฐารทำเลใหม่ในที่ต่ำริมน้ำการเป็นสังคมเกษตรมีการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เริ่มรู้จักเครื่องปั่นดินเผาก่อนพัฒนาหล่อสำริดและเหล็กเป็นลำดับจนที่สุดก็ได้ก่อรูปรวมกันเป็นชุมชนเมืองการพัฒนาของชุมชนเกตรกรรมเป็นชุมชนเมืองได้รับอิทธิพลอารยธรรมของอินเดีย

โดยผ่านมาตามลำน้ำโขงและจากภาคกลางทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง ศิลปวัฒนธรรม และโดยเฉพาะพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท อารยธรรมหนึ่งที่มีความโดดเด่นในประวัติศาสตร์อีสานทวาลาวดีซึ่งปรากฏหลักฐารแพร่ขยายครอบคุมดินแดนอีสานในช่วงพุทธศตวรรษที่12 14 โดยพระโบราณสถานและโบราณวัตถุจำนวนมากอันมีรูปแบบศิลปกรรมคล้ายเหือนกันอารยธรรมทวาลาวดีอื่นๆ

ซึ่งพบเห็นกระจายอยู่ทั่วภูมิภาคทั่วประเทศไทย ทวาลาวดีเป็นสังคมพุทธหลังฐานที่พบเห็นอยู่ทั่วประเทศจึงมีความคล้ายเหมือนกันงานสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่เกี่ยวโยงกับพระพุทธศาสนา เช่น สถูปเจดีย์ และวิหาร ส่วนโบราณวัตถุ ที่พบก็ล้วนเป็นงานพุทธสิน เช่น พระพุทธรูป พระพิม และ ธรรมจักร แต่ก็มีบ้างสำหรับบางเมืองโดยเฉพาะในภาคอีสานที่อารยธรรมทวาลาวดีได้มีการผสมผสานหลอมรวมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะขึ้นมา

ซึ่งในการมีเอกลักษณ์เหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องที่เรานั้นจะต้องสืบทอดให้อยู่เป็นตำนานแก่ลูกหลานของเราให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ในความเป็นจริงเรานั้นควรเลือกเก็บในสิ่งที่มันเป็นสิ่งที่พิเศษแบบนี้เอาไว้เพราะรุ่นลูกหลานคงไม่มีโอกาสที่จะได้ดูเป็นแน่ แต่อย่าง้อยก็มีภาพและเรื่องเล่าพื่อเป็นการเคารพแก่บุคคลที่ล่วงลัพไปแล้วเพื่อเป็นการระลึกถึงความดีของพวกเขาอยู่เสมอนั่นเอง

โพสท์ใน ประเพณีและตำนาน | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ประวัติศาสตร์ของภาคอีสาน

ตำนานนางกวัก

   สำหรับนางกวักแล้ว เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดีโดยเฉพาะเหล่าพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลาย เพราะมักจะมีการตั้งนางกวักไว้ที่ด้านหน้าของร้านเพื่อให้ช่วยเรียกลูกค้าให้เข้ามาซื้อของภายในร้าน ส่วนใหญ่ร้านค้าที่มีการบูชานางกวักไว้จะต้องการให้แม่นางกวักช่วยในเรื่องการทำมาหากิน ต้องการให้เรียกลูกค้าเข้าร้าน ไม่ใช่เพียงแค่ร้านค้าขนาดเล็กเท่านั้น

ตามบริษัทให้ใหญ่ พวกเจ้าสัวต่างต่าง  ต่างก็มีการบูชาแม่นางกวักไว้ด้วยกันทั้งนั้น บางคนบูชาไว้ที่โต๊ะทำงาน บางคนบูชาเอไว้ที่บ้าน สำหรับลักษณะของแม่นางกวักนั้นจะมีลักษณะของหญิงสาวหน้าตาสวยงามนั่งพับเพียบเรียบร้อย มือขวาจะยกขึ้นลักษณะเหมือนกับการกวักเรียก ส่วนมือซ้ายจะวางทาบไว้กับพื้นข้างลำตัว เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไปลักษณะของนางกวักก็มีการเปลี่ยนแปลง โดยบางคนหันมานำตุ๊กตาแมวญี่ปุ่นที่ทำมือกวักเรียกคน เข้ามาวางไว้แทนแม่นางกวัก

 สำหรับประวัติของแม่นางกวักแล้ว มีการประมาณการณ์กันเอาไว้ว่า เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 2,500 ปีซึ่งเกิดมานานมากแล้ว  โดยในตอนนั้นมีสามีภรรยาอยู่คู่หนึ่งมีอาชีพเป็นพ่อค้าแม่ค้า โดยเปิดร้านค้าขายอยู่ที่ เมือง มัจฉิกาสัณฑ์นคร ฝ่ายชายชื่อนาย สุจิตพราหมกณ์  ส่วนด้านฝ่ายภรรยาขื่อ นางสุมณฑา โดยทั้งสองคนมีลูกสาวชื่อนางสุภาวดี สำหรับเมืองที่ทั้งสองมีการค้าขายอยู่นั้นจะอยู่ใกล้กับเมืองสาวัตถี ซึ่งอยู่ ในชมพูทวีป สำหรับครอบครัวของนางสุภาวดีนั้น ครอบครัวไม่ได้มีฐานะร่ำรวยมากนัก

แค่เพียงพอกินพอใช้เท่านั้น บางครั้ง นายสุจิตพราหมกณ์  และ นางสุมณฑา จึงต้องเดินทางไปค้าขายยังต่างเมือง มีอยู่มาวันหนึ่งทั้งสองคนต้องไปค้าขายที่ต่างเมืองจึงได้พานางสุภาวดี ไปด้วย ซึ่งในระหว่างทางนั่นเอง นางสุภาวดีได้พบกับพระกัสสปะเถระ ซึ่งกำลังสอนพระธรรมเทศนาอยู่และเมื่อนางสุภาวดีได้ฟังก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาซาบซึ้งในพระธรรมคำสั่งสอน พระพระกัสสปะเถระ

จึงได้ให้พรให้มีความเจริญ ร่ำรวย และเมื่อนางสุภาวดี ต้องตาม นายสุจิตพราหมกณ์  และ นางสุมณฑา ไปขายของทีเมืองอื่นอีกก็ไปเจอกับพระสีวลีเถระเจ้า ซึ่งนางสุภาวดีก็ชอบไปนั่งฟังที่ พระสีวลีเถระเจ้า ทรงเทศนาธรรม ทำให้พระสีวลีเถระเจ้าทรงให้พร ให้นางสุภาวดีและครอบครัวประสบกับความสำเร็จและร่ำรวย ค้าขายได้กำไรเช่นกัน ซึ่งนับว่านางสุภาวดีเป็นคนที่มีบุญบารมีมาก

เพราะว่ามีพระอรหันต์ถึง 2 รูปที่มาให้พร และนับตั้งแต่นางสุภาวดีได้รับพร ครอบครัวของนางก็ค้าขายดีมาตลอดทำให้ครอบครัวร่ำรวย ซึ่งทุกครั้งที่จะไปขายของยังต่างเมืองพ่อของนางมักจะพานางไปด้วยเสมอ และเมื่อนางเสียชีวิตลง

ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันปั้นรูปเหมือนเพื่อเป็นเสมือนตัวแทนของคนที่มีบุญบารมี และให้นางสุภาวดีมาช่วยเรียกลูกค้าให้ ซึ่งจากลักษณะท่าทางที่มีการปั้นรูปเหมือนเอาไว้ทำให้ชาวบ้านต่างเรียกขานกันว่า นางกวัก

โพสท์ใน ประเพณีและตำนาน | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ตำนานนางกวัก

ประเพณีชักพระ

ประเพณีชักพระ เป็นวัฒนธรรมของภาคใต้

งานชักพระซึ่ง เป็นการสืบทอดประเพณีของชาวใต้ที่ได้สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพระบุรุษซึ่งตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 11 โดยเชื่อกันว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จกลับมายังโลกมนุษย์ เพื่อที่จะลงมาท่านแม่พุทธสนิกชนจึงไปรอรับเสด็จแล้วอัญเชิญพระพุทธเจ้าขึ้นนั่งบนบุษบกแล้วนำแห่ไปรอบเมือง แต่ชาวบ้านที่มารอรับเสด็จนั้นมีจำนวนมากมายมหาสาน ต่างก็อยากนำอาหารถวายพระองค์แต่เข้าไม่ถึง แล้วเอาอาหารที่เตรียมไว้ห่อใบไม้และได้โยนอาหารและบางคนถึงกับปาอาหารใส่พระองค์

แต่อาหานเหล่านั้นไปตกในบาตรของพระพุทธเจ้าหมดทั้งสิ้น จึงทำให้เกิดมีการ ห่อข้าวต้มมัดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน และต่อมาได้มีพระพุทธรูปขึ้นมาแล้ว ชาวบ้านจึงเอาพระพุทธรูปนี้ แห่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า และจะนำพระพุทธรูปขึ้นบนเรือที่ตกแต่งกันอย่างสวยงามแห่ไปรอบเมืองหรือบริเวณที่จัดงาน ซึ่งปัจจุบันได้จัดงานมีการประกวดเรือพระนี้ด้วย

การตกแต่งเรือพระ

การตกแต่งเรือพระ หรือเรียกอีกอย่างว่า นมพระ บุษบก นี้จะเป็นการรวมใจของชาวบ้าน พระภิกษุ สามเณรและช่างฝีมือได้ช่วยกันตกแต่งเรือขึ้นมาซึ่งจะตกแต่งด้วยโฟมนำ โฟมไปแกะสลักเป็นลวดลายไทย และลงสีให้สวยงาม บางที่ทำเป็นรูปพญานาคใช้กระดาษที่มีสีสันสวยงานมาประดับกันและจะกระกอบไปด้วย ช่อฟ้าใบระกาฐานพระ บัวปลายเสา ตัวลำยอง ส่วนตัวเสาจะมีการแทงหยวกกล้วย หรือไม่ก็ใช้กระดาษมาตัดเป็นลวดลายปิดเสา ส่วนยอดก็ประดับด้วยลูกแก้วที่มีสีสันสวยงาม เมื่อเสร็จแล้วก็อัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นบนเรือ การแห่เรือพระมี 2 แบบ

ประเพณีลากเรือพระมี2 แบบ

การแห่เรือพระ แบบแรกนี้เป็นแบบทางบกเมื่ออัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรขึ้นมาบนเรือแล้ว และจะใช้เชือกแบ่งเป็นสองสาย แบ่งเป็นหญิงสายหนึ่ง ผู้ชายสายหนึ่ง และจะใช้เครื่องดนตรีอย่าง ฆ้อง โพน ระฆัง ตีเป็นการให้จังหวะในการลากเรือพระนี้ และจะตะโกนร้องเพลง กันเป็นที่สนุกสนานแต่การลากเรือพระชนิดแห่บกนี้ วัดนั้นๆ จะต้องอยู่ไกลแม่น้ำและลำคลอง(ปัจจุบันจะใช้รถในการแห่แทน)

การแห่เรือพระ แบบที่สองนี้เป็นการแห่แบบทางน้ำโดยจะอัญเชิญพระพุทธรูปปางอุ้มบาตรลงเรือที่ตกแต่งแล้ว และจะสะดวกสบายกว่าการแห่ทางบก วัดที่อยุ่ใกล้แม่น้ำลำคลองจะนิยมใช้วิธีนี้

ประเพณีการชักพระของภาคใต้

เมื่อมีการลากเรือพระ หรือแห่เรือพระไปในที่ต่างก็จะนำเรือพระเหล่านั้นมาจอดรวมกัน ในที่ทางจังหวัดนั้นกำหนดและจะมาก่อนพระฉันเพล เพื่อจะให้ประชาชนได้ใส่บาตรให้ทั่วทุกวัด และยังมีดความเชื่ออีกว่า ใครที่ได้ทำการชักพระได้ทุกปีได้ จะประสบผลสำเร็จแก่ชีวิตและจะได้บุญมากอีกด้วย

โพสท์ใน ประเพณีและตำนาน | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ประเพณีชักพระ

ประเพณีบุญข้าวสาก

บุญข้าวสาก เป็นงานบุญประจำปีของชาวไทยในภาคอีสาน

จะจัดขึ้นในวันพระ 15 ค่ำ เดือน 10  ถือเป็นวันเปิดโลกที่มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติพี่น้อง หรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือให้กับสัตว์โลก จำพวกผีเปรต อสูรกาย ศพไร้ญาติ เป็นต้น โดยจะมีการทำสลาก เขียนชื่อผู้ที่เราต้องการทำบุญให้ แล้วมีการจัดข้าวปลาอาหารใส่ในกระทงใบตองที่เตรียมไว้ ประกอบไปด้วย ของคาว ของหวาน ผลไม้ นอกจากนี้อาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนอาหารหรือสิ่งของกับเพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้อง ก็ถือว่าได้ทำบุญเช่นเดียวกัน

โดยในวันนี้ชาวบ้านจะพากันไปทำบุญที่วัด ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล ปฎิบัติธรรม หลังจากนั้นจะนำอาหารที่จัดไว้ ไปไว้ตามมุมวัด หรือตามทางสามแพร่ง ซึ่งบางคนก็จะนำไปให้เจ้าที่ที่ดูแลรักษาไร่นา ไร่สวน หรือที่เรียกว่าตาแฮก เพื่อความเป็นสิริมงคล จะได้ช่วยปกปกรักษาผลผลิตที่ปลูกไว้  โดยความเชื่อในการทำบุญข้าวสากมีที่มาจาก ในสมัยก่อนมียักษ์ตนหนึ่งโกรธแค้นสามีภรรยา

ที่เคยทำร้ายตนเองในอดีตชาติ โดยการฆ่ายักษ์และลูก มาในชาตินี้ยักษ์จึงมาเอาคืน ขโมยลูกของสามีภรรยาคู่นี้ แต่ทั้งสองหนีได้ทัน และเข้าไปอยู่ในเขตวัดเชตุวันมหาวรวิหาร ทำให้ยักษ์เข้าไปไม่ได้ และได้ฟังพระเทศนาทำให้บรรลุธรรม จึงกลายมาเป็นประเพณีบุญข้าวสากที่มีการทำบุญให้กับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ถือเป็นการปฏิบัติสืบเนื่องกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย

โดยมีความสำคัญให้เราตะหนักเห็นถึงความสำคัญของการทำความดี ตายไปแล้วก็จะไปเกิดบนสวรรค์ หากทำชั่วก็จะตกนรก เป็นผีที่ต้องขอส่วนบุญ และอีกนัยหนึ่งก็คือการสอนให้มนุษย์รู้จักทำบุญ บริจาคสิ่งของ มีการให้ทาน เสียสละทรัพย์ สิ่งของที่หามาได้ ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น หรืออีกอย่างก็คือต้องปลงให้ได้ เพราะไม่มีสิ่งไหนเป็นของของเราตลอดไป ทุกๆคนเกิดมาต่างมีชีวิตขัยเป็นของตัวเอง ล้วนเป็นอนิจจัง ชีวิตไม่ยืนยาว มีเพียงคุณความดีที่ทำไว้ที่จะคงอยู่กับเราตลอดไป

เปรียบเหมือนกับการทำบุญข้าวสากที่ญาติพี่น้องจะคงระลึกถึงบุญคุณของบรรพบุรุษ และยึดถือเป็นประเพณีที่คงอยู่ต่อไปให้คนรุ่นใหม่ได้สืบทอดดำเนินต่อ ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคโลกาภิวัฒน์ หรือที่เรียกว่า ทำบุญแบบสมัยใหม่ แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นไทย ถือเป็นวัฒนธรรมที่ยังทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยความกตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ ให้ระลึกนึกถึงความสำคัญของผู้ที่จากโลกนี้แล้ว 

โพสท์ใน ประเพณี | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ประเพณีบุญข้าวสาก

ศิลปะของบทความ

บนโลกเราน่ามีศิลปะมากมายหลายแขนงหลอกประเภทเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้เลยเป็นความสวยงานบ้าง เป็นความงงๆที่มาร่วมกันละมีเรื่องราว แสดงความรู้สึกภาพคำพูดและลายเส้นของผู้วาด ไม่จำเป็นเลยว่าต้องวาดภาพสวย ระบายสีเนียนที่สุด

ถึงจะเรียกสิ่งนั้นว่าศิลปะ เราเคยเรียนมาตอนมัธยมต้นอาจารย์บอกเสมอว่าเอาความรู้สึกที่อยากจะถ่ายทอดแสดงมันออกมาผ่านปลายปากกา ให้ความรู้สึกผ่านเส้นหมึกหรือดินสอ เติมเรื่องราวในกับผลงานด้วยสีที่เหมาะสม งงนะตอนเรียนอะ555

แต่เป็นความรู้สึกที่เรามองว่าถ้าศิลปะคืออะไรแบบนั้น

คิดและทำออกมาอย่างปราณีตและบรรจงใส่ความรู้สึกลงไป บทความก็น่าจะเป็นศิลปะอีกแขนงของศิลปะเช่นกัน การพิมพ์ก็น่าจะถ่ายทอดความรู้สึกไปยังผู้รับได้มากกว่าการวาดด้วยซ้ำ ความสวยงามของบทความก็น่าจะต้องอ่านละคงมองเห็นความสวยงามนั้น บทความที่เข้าถึงได้อย่างลึกซึ้งมากที่สุดก็น่าจะเป็นบทความเกี่ยวกับความรัก

เป็นการพิมพ์ถ่ายทอดความรู้สึกที่คิดถึงและอยากขอโทษใครสักคนไว้ในนั้น อยากให้ทุกคนได้ลองอ่านบทความนี้เพื่อเข้าถึงความรู้สึกของศิลปะในอีกหนึ่งมุมมอง “เขาต้องยอมรับในการตัดสินใจตัวเองจริงๆ ฝืนไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เพราะมันเป็นไปไม่ได้จริงๆ ทุกอย่างมันจบหมดแล้ว มันก็รู้สึกหดหู่เหมือนกันนะ ที่มันเป็นไปไม่ได้ เสียใจมากและจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับเขานะ ครั้งนึงเราเคยรักกัน มันดีมากนะ เขาใช้โอกาสเปลืองมาก

ไม่คิดที่จะเปลี่ยนตัวเองเลย และมันก็สายไปแล้ว เขาคงไม่ไปไหนหรอกเขาจะค่อยมองค่อยดูความสำเร็จตัวเองอยู่นะ เดียวทุกอย่างมันก็ผ่านไปได้เชื่อเขา อย่าคิดมากนะ ตัวเองค่อยๆคิดค่อยตัดสินใจเขาเป็นกำลังใจให้ในทุกๆเรื่อง เขากลัวนะ

กลัวตัวเองจะเจอคนไม่ดี คนเข้ามาหลอก แต่เขาเชื่อว่าตัวเองจะต้องเจอคนที่ดีที่ใช่ที่เข้ากับตัวเองได้ เขาก็คงอยู่คนเดียวไปสักพักและคงไม่อยากมีใครไปสักพักยาวๆ ถ้าคิดถึงก็กลับมาหาเขานะ เขายังอยู่ที่เดิม ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะที่ทำให้เขาคิดได้ทำให้รู้ว่าความรักระหว่างคนสองคนมันสำคัญมาก เขาคิดเสมอนะว่าสักวันมันจะเหมือนเดิมและมันจะดีกว่าเดิมมากๆ

เพราะการกลับมาครั้งนี้ เขาตั้งใจมากตั้งใจหลายๆอย่างที่เขายังผิดพลาดอยู่เขาคิดทบทวนทุกอย่างว่าเขายังไม่ดีตรงไหน แต่เขาเชื่อว่าเขาทำได้จริงๆ มันอาจะเป็นคำที่ฟังแล้วมันไม่มีอยู่จริงก็ได้แต่เขาเชื่อมั่นใจตัวเขามาก แต่เขายอมรับสิ่งที่เกิด

และสิ่งที่ผิดพลาดสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ เขาขอโทษนะที่เขาไม่ได้อยู่กับตัวเองไปตลอดตามที่เขาสัญญาขอโทษที่ทำตามสัญญาไม่ได้ ” กับความรู้สึกของคนคนนึงที่ต้องการอยากบอกกับคนรักของเขาเป็นครั้งสุดท้าย. ทุกคนรู้สึกยังไงกับบทความนี้??

โพสท์ใน ศิลปะ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ศิลปะของบทความ