ศิลปะของชาวอียิปต์โบราณที่น่าสนใจ

ชาวอียิปต์มีศาสนา พิธีการที่น่าสนใจ ซึ่งผู้คนยึดถือปฏิบัติต่อกันมากลายเป็นวัฒนธรรมยาวนาน มีการเชื่อถือทวยเทพที่มีลักษณะที่แตกต่างกันมากมาย เรียกได้ว่ามีการนับถือทางศาสนาที่หลากหลาย เพราะฉะนั้นผลงานทางศิลปะส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องของศาสนา พิธีบูชาเป็นหลัก 

ที่น่าสนใจ คือ พิธีการในการฝังศพ ซึ่งมีความคิดว่าเมื่อตายแล้วจะยังมีชีวิตอยู่ในโลกใหม่ได้อีก ทำให้มีการเก็บศพไว้ให้อยู่ในสภาพดีหรือเก็บไว้ให้คงเดิมมากที่สุด รวมทั้งนำสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่าของคนเสียชีวิตใส่ตามลงไปด้วย

ลักษณะงานจิตรกรรมจะเป็นการเขียนเรื่องราวไว้บนแผ่นป้ายต่างๆ ในสุสาน  ผนังของวิหาร และสีที่ใช้เขียนวาดจะผลิตมาจากวัสดุทางธรรมชาติ อย่างเช่น เขม่าควันไฟ สารประกอบทองแดง หรือสีจากดิน โดยเอาดินมาผสมกับน้ำ ผสมกับยางไม้ รูปแบบของงานจิตรกรรมจะค่อนข้างเป็นรูปร่างแบนๆ

มีเส้นรอบนอกที่ชัดเจน จัดท่าทางของต้นแบบให้มีท่าทางต่างๆ ในลักษณะที่แฝงความคิดหรือเครื่องหมาย มากกว่าท่าทางที่เป็นตามธรรมชาติ มักเขียนอักษรภาพลงในช่องว่างระหว่างรูปด้วย รวมทั้งเน้นย้ำรูปทรงของสิ่งที่ต้องการแสดงให้เห็น โดยจะวาดให้เด่นกว่าองค์ประกอบอื่นๆ 

ลักษณะงานประติมากรรมของทางอียิปต์ ชาวอียิปต์นิยมทำผลงานทางศิลปะออกมาในรูปแบบประติมากรรมมากกว่าจิตรกรรม ไม่ว่าจะเป็นรูปแกะสลัก ขนาดใหญ่ไปจนกระทั่งผลงานอันประณีตบรรจง ของพวกช่างทำเครื่องประดับ ชาวอียิปต์นิยมสร้างประติมากรรมจากหินชนิดต่างๆ 

อีกทั้งชาวอียิปต์ยังสร้างงานประติมากรรมที่ทำมาจากไม้ ซึ่งจะนำปูนมาพอก และแต่งเติมด้วยสี งานประติมากรรมขนาดเล็ก วัสดุที่นำมาทำได้แก่ ทอง เงิน เซรามิค เป็นต้น ประติมากรรมแบบนูนต่ำนั้นจะชอบแกะเป็นลวดลายภาพต่างๆ บนฝาผนัง บนเสาวิหาร และทำประติมากรรมแบบลอยตัวร่วมด้วย และที่เป็นแบบลอยตัวเลย ได้แก่ รูปฟาโรห์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นตัวแทนของเทพ รูปบริวาร รูปสัตว์เลี้ยง สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ 

สถาปัตยกรรมที่สำคัญของอียิปต์ คือ สุสาน ซึ่งแตกต่างกันระหว่างของสามัญชนไปจนกระทั่งกษัตริย์ โดยจะมีความประณีตแตกต่างกันไปตามฐานะ ยิ่งรวยมากมียศศักดิ์มาก มีอำนาจมาก จะยิ่งใหญ่โตสวยงาม สิ่งก่อสร้างที่เป็นที่รู้จักและเห็นชัดมาก คือ พีระมิด 

จะเห็นได้ว่างานศิลปะของอียิปต์นั้น ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางศาสนา ความเชื่อ และพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ มากที่สุด โดยจะมีขนาดใหญ่โต สวยงาม ประณีตแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าทำให้ใคร โดยผลงานทางด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น ประติมากรรม หรือสถาปัตยกรรมของอียิปต์นั้นยังคงทนและมีให้เห็นมากในปัจจุบันจนกลายเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์และอารยธรรมที่โดดเด่นมาจนถึงทุกวันนี้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  gclub ฝากขั้นต่ำ 20

โพสท์ใน ศิลปะ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ศิลปะของชาวอียิปต์โบราณที่น่าสนใจ

ตำนานลานนางคอย และถ้ำผานาง 

         มีสถานที่แห่งหนึ่งในภาคเหนือที่อยู่จังหวัดแพร่  เป็นสถานที่ที่สวยงามมากและตอนนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของจังหวัดแพร่เลยทีเดียว สถานที่ท่องเที่ยวนี้มีอายุเก่าแก่มานานหลายร้อยปีแล้ว ซึ่งสถานที่ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี้คือ ถ้ำ

โดยถ้ำแห่งนี้ชื่อว่า ถ้ำผานางและด้านข้างของถ้ำผานางนี้เดินเข้าไปทางด้านขวามือของถ้ำผานางจะมีซอกเขาเล็กเล็กอยู่ ปีนขึ้นไปไม่เยอะมากนักก็จะเป็นล้านกว้างขนาดใหญ่ซึ่งที่นี่ชาวบ้านเมืองแพร่เรียกว่า ลานนางคอย  สำหรับทีนี่มีตำนานเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของหญิงสาวคนหนึ่งที่เฝ้ารอคนรักจนตาย

เรื่องเล่านี้มีอยู่ว่า มีอาณาจักรหนึ่ง มีชื่อเรียกว่าอาณาจักรแสนหวี  ซึ่งอาณาจักรนี้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก เจ้าผู้ครองนครมีพระธิดาอยู่คนหนึ่ง เธอมีชื่อว่า พระธิดา อรัญญนี เธอเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างและหน้าตาที่งดงามหาใครเทียบไม่ได้เลย  มีอยู่วันหนึ่ง พระธิดา อรัญญนี อยากเดินทางไปเที่ยวทางน้ำ ขณะที่เรือกำลังล่องไปตามลำน้ำอยู่นั้นก็เกิดมีพายุฝน

ตกกระหน่ำอย่างรุนแรง เป็นสาเหตุทำให้เรือที่พระธิดา อรัญญนีนั้นอับปรางลง  ซึ่งในขณะนั้นมีฝีพายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งเห็นว่า พระธิดา อรัญญนี กำลังตกน้ำ จึงได้ว่ายน้ำเข้าไปช่วยเหลือ ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมา พระธิดา อรัญญนีกับฝีพายหนุ่มคนนั้นก็ตกหลุมรักซึ่งกันและกัน

และแอบคบกันไม่ให้พ่อของ พระธิดา อรัญญนีรู้  จนกระทั่ง พระธิดา อรัญญนี ทรงตั้งท้องขึ้นมาทำให้ พ่อของนางได้รู้ความจริง พระองค์โกรธมาก สั่งให้ขังพระธิดา อรัญญนีเอาไว้แต่ในห้องทางด้านชายหนุ่มที่เป็นคนรักของเจ้าหญิงเมื่อรู้เรื่องก็แอบมาช่วยและพาเจ้าหญิงหลบหนี เมื่อเจ้าเมืองรู้เรื่องก็ให้ทหารออกตามล่าขณะที่กำลังหลบหนีนั้นทหารได้ยิงธนุหวังฆ่าผู้ชาย

แต่ธนูกลับไปถูกเจ้าหญิงจนได้รับบาดเจ็บ ชายหนุ่มจึงได้พาเจ้าหญิงหลบเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง เจ้าหญิงสั่งให้ชายคนรักหลบหนีไปก่อนเธอจะหลบทหารอยู่ที่นี่ และถ้าทหารไปแล้วให้ชายหนุ่มค่อยวนกลับมารับเธอ ซึ่งฝ่ายชายก็ได้รีบหลบหนีไปทางด้านเจ้าหญิงนั้นก็เฝ้ารอชายคนรักแต่ก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะกลับมารับสักที

เธอได้เดินไปตรงบริเวณด้านข้างของถ้ำที่นั่นจะมีซอกหินเล็กเล็กเมื่อเดินไปเรื่อยเรื่อยจะมีทางขึ้นไปด้านบน ซึ่งข้างบนนั้นจะเป็นลานกว้าง เจ้าหญิงจึงมารอชายคนรักที่ลานแห่งนี้เพราะสามารถหลบทหารได้ด้วย และยังสามารถมองเห็นข้างล่างได้อีกด้วย

เธอจะออกมานั่งรอชายคนรักทุกวัน จนในที่สุดเจ้าหญิงก็เสียชีวิตอยู่ที่ล้านดังกล่าวนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันลานดังกล่าวนั้น คือ ลานนางคอย และถ้ำที่เจ้าหญิงเข้าไปหลบซ่อนนั้นก็คือถ้ำผานาง นั่นเอง

 

 

สนับสนุนโดย  www.ufa168.co ลิงค์เข้าใช้งานค่ะ

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ตำนานลานนางคอย และถ้ำผานาง 

ต้นมะขามยักษ์ที่วัดแค

         สำหรับตำนานต้นมะขามยักษ์  ที่ถูกปลูกเอาไว้ในพื้นที่บริเวณของวัดแคนั้นอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรีซึ่งจังหวัดแห่งนี้เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่าขุนช้างขุนแผนและแน่นอนว่าวัดแคนี้เป็นวัดที่มีชื่ออยู่ในวรรณคดีนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

สำหรับเรื่องเล่าของวัดแคพร้อมกับต้นมะขามยักษ์ในวัดนั้นมีการเล่าถึงตำนานของต้นมะขามยักษ์แห่งนี้ว่าเป็นต้นมะขามที่ในสมัยก่อนนั้นขุนแผนเคยใช้ทดลองวิชาอาคมที่ต้นมะขามแห่งนี้โดยตอนที่ขุนแผนยังร่ำเรียนวิชาตอนสมัยที่ยังเป็นหนุ่มอยู่นั้นขุนแผนมาเรียนวิชากับพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่วัดแคแห่งนี้ซึ่งพระอาจารย์ได้สอนให้ขุนแผนนั้นใช้ใบมะขามตอนนี้ในการเสกสัตว์เช่นผึ้งและตัวต่อเพื่อเอาไว้ทำร้ายศัตรูที่มารุกรานเมืองสุพรรณบุรี 

สำหรับต้นมะขามยักษ์นี้เป็นต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่มากโดยล่าสุดที่มีการวัดขนาดของต้นมะขามนั้นสามารถใช้คนที่เป็นผู้ใหญ่จำนวนทั้งหมด 9 คนจับมือกันอบล้อมรอบต้นมะขามถึงจะสามารถออกได้หมดและต้นมะขามต้นนี้เป็นต้นมะขามที่มีอายุตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาดังนั้นถือว่าเป็นต้นมะขามที่มีอายุเก่าแก่หลายร้อยปีทีเดียวปัจจุบันต้นมะขามยักษ์แห่งนี้ยังคงตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ภายในวัดแค

ซึ่งจะอยู่บริเวณด้านข้างของวัดแคฝั่งเดียวกันกับที่มีแม่น้ำท่าจีน  อย่างไรก็ตามด้วยความเก่าแก่ของต้นมะขามยักษ์แห่งนี้และคำร่ำลือเกี่ยวกับเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์รวมถึงคำร่ำลือเกี่ยวกับเรื่องของเวทมนตร์อาคมของขุนแผนทำให้ต้นมะขามยักษ์แห่งนี้ต่างก็มีคนเดินทางมาเคารพกราบไหว้กันอยู่เป็นประจำอีกทั้งที่วัดแคแห่งนี้ได้มีการสร้างบ้านเรือนไทยหลังหนึ่ง

ซึ่งระบุว่าบ้านหลังดังกล่าวนั้นเป็นบ้านของขุนแผนที่เคยอาศัยอยู่โดยจะปลูกไว้ใกล้ๆกับต้นมะขามยักษ์ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไหว้พระขอพรที่วัดแคได้มีโอกาสมาเยี่ยมชมบ้านของคุณแผนในสมัยอดีตรวมถึงได้มากราบไหว้ขอพรขุนแผนโดยบริเวณด้านบนบ้านของขุนแผนนั้น

จะมีการนำรูปปั้นของขุนแผนมาไว้ให้ชาวบ้านได้คอยกราบไหว้ขอพรอีกครั้งคำร่ำลือเกี่ยวกับเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ของต้นมะขามยักษ์ก็ทำให้ชาวบ้านที่อยู่ในจังหวัดใกล้เคียงรวมถึงคนจังหวัดสุพรรณบุรีมักจะเดินทางมาขอพรที่ต้นมะขามยักษ์นี้กันอยู่เป็นประจำนั่นเอง  

     หากใครที่ยังไม่เคยเห็นต้นมะขามยักษ์ว่ามีความใหญ่โต น่าเกรงขามมากแค่ไหน ก็สามารถเดินทางไปดูได้ที่วัดแค ที่จังหวัดสุพรรณบุรีแห่งนี้ โดยทีลำต้นของมะขามยักษ์นี้จะมีผ้าหลายสีผูกเอาไว้  เป็นลักษณะเด่นทำให้เรารู้ได้ทันที ว่าต้นมะขามยักษ์ศักดิ์สิทธิ์คือต้นไหนนั่นเอง

 

สนับสนุนโดย  สมัครคาสิโนออนไลน์ไม่มีขั้นต่ำ

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ต้นมะขามยักษ์ที่วัดแค

ตำนานราวณะ หรือ Ravana 

       ราวณะเป็นยักษ์ที่มีสิบหน้าและมีมือสิบมือ ซึ่งถือว่าเป็นยักษ์ที่เก่งและทรงพลังอย่างมาก ซึ่งรูปลักษณ์ของยักราวณะนี้ได้ถูกนำไปเป็นต้นแบบของยักษ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์  สำหรับเรื่องราวของยักษ์ราวณะนั้นไม่ค่อยจะมีคนรู้จักกันมากนัก ดังนั้นวันนี้เราจะมาศึกษาประวัติของยักษ์ราวณะกันค่ะ สำหรับราวณะหรือที่คนไทยรู้จักกันอย่างดีในอีกชื่อว่า ทศกัณฑ์นั้นได้ไปขอพรกับพระพรหม

ได้ไปขอพรว่าขอให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตทุกชนิดสังหารเขาได้ ไม่ว่าจะเป็นองค์เทพ  หรือเทวดา รวมถึงยักษ์และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่มีอยู่ในจักรวาลนี้ก็ตาม ยักษ์ทศกัณฑ์กันขอพรกับพระพรหมทั้งหมดแต่ ทศกัณฑ์ กลับไม่ขอพรว่ามนุษย์นั้นห้ามฆ่าเขาได้ เนื่องจากว่าทศกัณฑ์มั่นใจว่ามนุษย์นั้น ไม่มีความสามารถมากพอที่จะสามารถมาทำร้ายและฆ่าตนเองได้

และแน่นอนว่าตามวรรณกรรมแล้วมีการระบุเอาไว้ว่า ราวณะนั้นได้ฆ่าในที่สุดและเขาได้เสียชีวิตด้วยน้ำมือของมนุษย์ที่ชื่อว่า พระรามนั่นเอง  สำหรับตำนานนี้มีการเผยแพร่ในการโลกตะวันออกเฉียงใต้จนโด่งดังไปทั่ว อย่างประเทศอินเดียซึ่งเป็นต้นกำหนดของตำนานของยักษ์ราวณะนี้  ชาวบ้านของประเทศอินเดียยังคงมีความเชื่อและยังคงสืบทอดเรื่องราวของยักษ์ราวณะอยู่จนมาถึงปัจจุบันนี้

  ซึ่งในทุกทุกปีของประเทศอินเดียในช่วงวันขึ้น 10 ค่ำจะมีพิธีการเผาหุ่นของทศกัณฑ์ เรียกว่าพิธีดุนเซรา  ซึ่งจะตรงกับเดือนกันยายนหรือเดือนตุลาคม ตามปฏิทินสากลของทุกปี ซึ่งเทศกาลนี้จะเป็นการจัดงานฉลองให้กับพระรามที่สามารถเอาชนะยักษ์อย่างราวณะได้ ซึ่งการจัดงานฉลองนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนมาถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงมีการจัดงานฉลองนี้กันอยู่

             สำหรับตำนานของวรรคดีเรื่องพระรามกับทศกัณฑ์ นั้น เรามักได้ยินเรื่องราวนี้มาช้านานเพราะเป็นเรื่องราวที่โด่งดังมากไม่ว่าจะมีการพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือให้ผู้คนได้อ่านกัน รวมถึงคนไทยยังนำมาสร้างเป็นตัวละครในการเล่นโขน หรือหุ่นเชิดให้นักท่องเที่ยวได้ชมกัน

อีกทั้งยังมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เผยแพร่ไปอีกหลายประเทศ และยังมีการนำเรื่องราวของตัวละครในเรื่องของพระรามกับทศกัณฑ์นี้มาแต่งเป็นเพลงให้ผู้คนได้ฟังกัน  เรียกได้ว่าเรื่องราวระหว่างที่พระรามกับทศกัณฑ์ที่มาต่อสู้กันเพื่อแก่งแย่งหญิงสาวคนเดียวนั้น เป็นเรื่องราวที่โด่งดังและยาวนานมาก และทุกวันนี้เรื่องราวเหล่านี้ก็เป็นตำนานที่ยังคงมีคนพูดถึงและมีการศึกษากันอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ 

 

ขอขอบคุณ  gclub slot ทดลองเล่น  ที่ให้การสนับสนุน

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ตำนานราวณะ หรือ Ravana 

ประวัติกีฬาฟุตบอล

            สำหรับความเป็นมาของกีฬาฟุตบอลนั้นชื่อว่าหลายคนนั้นอาจจะไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้มาก่อนเนื่องจากว่าตั้งแต่ความจำได้ก็น่าจะเคยเห็นกีฬาฟุตบอลกันแล้วแต่จริงๆแล้วกีฬาฟุตบอลนั้นมีประวัติความเป็นมาก่อนที่จะเป็นกีฬาที่มีคนสนใจกันทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ยังต้องมีจุดเริ่มต้นของกีฬาฟุตบอลว่าครั้งแรกนั้นมีวิวัฒนาการมาจากอะไรจน

ถึงมาเป็นกีฬาที่มีคนชื่นชอบกันมากมายในขณะนี้ไม่ว่าจะฟังทั้งทวีปยุโรปหรือแม้แต่ต่างทวีปอเมริกาและแอฟริการวมถึงทวีปเอเชียเองก็ตามต่างก็สนใจในเรื่องของกีฬาฟุตบอลกันเป็นอย่างมากซึ่งเรียกได้ว่ากีฬาฟุตบอลนั้นเป็นกีฬาอันดับหนึ่งของโลกที่มีคนสนใจ

และเล่นกีฬาชนิดนี้มากไม่ว่าจะเป็นเด็กตัวเล็กๆหรือแม้แต่เด็กชั้นมัธยมรวมถึงเด็กมหาลัยและถึงแม้ว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตามหากวันหยุดมีเราก็มักจะพากันไปแข่งขันกีฬาฟุตบอลและไม่ว่าจะเป็นเทศกาลไหนก็ตามแต่หากต้องมีการแข่งขันกีฬา 1 ในกีฬาที่จะถูกบรรจุให้มีการแข่งขัน

เกิดขึ้นได้ก็คือกีฬาฟุตบอลนั่นเองนักกีฬาฟุตบอลนั้นมีการรายงานออกบอกว่ามีอยู่ 2 ประเทศที่มีการแก่งแย่งกันอยู่ในขณะนี้ว่าประเทศของใครนั้นนำกีฬาการละเล่นฟุตบอลออกมาเป็นชาติแรกนั่นก็คือประเทศฝรั่งเศสและอิตาลีนั่นเองซึ่งแต่ละประเทศนั้นก็มีการละเล่นที่เป็นการละเล่นเหมือนการแข่งขันกีฬาฟุตบอลออกมาซึ่งพวกเขาเรียกกันว่า ซูเลอ

หรือจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จิโอโค เดล คาซิโอ ก็ได้ซึ่งถ้าหากย้อนไปดูประวัติศาสตร์แล้วกีฬาชนิดนี้จะมีวิธีการเล่นเหมือนกับกีฬาฟุตบอลนั่นเองอย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าทั้งสองประเทศนี้ต่างก็ออกมายืนยันว่าประเทศของตนเองนั้นเป็นผู้เริ่มต้นกีฬาฟุตบอล

แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าพระที่จริงแล้วประเทศไหนกันแน่ที่เป็นจุดเริ่มต้นอันดับ 1 ให้มีการแข่งขันกีฬาฟุตบอลขึ้นมาแต่อย่างไรก็ตามสามารถหาหลักฐานอ้างอิงได้ว่าการที่มีการแข่งขันกีฬาฟุตบอลแล้วต้องมีการตั้งกฎกติกาเกิดขึ้นนั้นมีการตั้งกฎกติกามาจากประเทศอังกฤษเอง

เพราะมีหลักฐานบันทึกเอาไว้ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการตั้งสมาคมฟุตบอลของประเทศอังกฤษว่าได้มีการตั้งไว้เมื่อประมาณปีพ.ศ 2406 ในขณะเดียวกันก็ได้มีการตั้งข้อมูลที่เป็นหลักฐานสามารถเช็คได้อีกเช่นเดียวกันว่าฟุตบอลอาชีพของประเทศอังกฤษนั้นได้มีการกำเนิดเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปีพศ. 2431

ก่อนที่กีฬาฟุตบอลนั้นจะมีการขยายไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลกจนเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมกันทั่วไปในปัจจุบันนี้ซึ่งในประเทศไทยนั้นกีฬาฟุตบอลก็เป็นหนึ่งในกีฬาที่ผู้คนต่างให้ความสนใจยิ่งเทศกาลที่มีการแข่งขันฟุตบอลลีกต่างๆแล้วก็ผู้คนส่วนใหญ่มักจะสนใจชมการแข่งขันผ่านทางทีวีหรือแม้แต่ไปซื้อตั๋วเพื่อแต่นั่งดูการแข่งขันสดอยู่ที่ข้างสนามเลยทีเดียว

 

ขอขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เว็บตรง ไม่ผ่านเอเย่นต์

โพสท์ใน ประวัติศาสตร์ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ประวัติกีฬาฟุตบอล

ตำนานวัดสุวรรณาราม

           ในเขตกรุงเทพฯแถวบริเวณจรัญสนิทวงศ์ 32 ซึ่งอยู่เขตบางกอกน้อย ที่นี่จะมีวัดอารามหลวงอยู่แห่งหนึ่งเรียกว่าวัดสุวรรณาราม ซึ่งวัดแห่งนี้นั้นเดิมชาวบ้านเรียกกันว่าวัดทองซึ่งเป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่มานานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ซึ่งมีตำนานพูดถึงวัดสุวรรณารามแห่งนี้ว่าในสมัยกรุงธนบุรีนั้นพระเจ้าตากสินได้ทรงมีรับสั่ง ให้นำเชลยศึกที่พ่ายแพ้แก่พระองค์ให้นำมาประหารที่วัดแห่งนี้ แต่พอมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 จึงได้มีการบูรณะซ่อมแซมวัดทองแห่งนี้ขึ้นมาใหม่

หลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่าวัดสุวรรณาราม และต่อมาในสมัยของรัชกาลที่ 3 พระองค์ก็ได้มีการสั่งให้บูรณะซ่อมแซมวัดเพิ่มเติม และที่สำคัญในสมัยรัชกาลที่ 3 เองพระองค์ได้มีการรับสั่งให้จิตรกรที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทยจำนวน 2 คนได้มาวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์ให้เกิดความสวยงาม

แน่นอนว่าด้วยประวัติอันยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและยังเคยเป็นที่ประหารของนักโทษเฉลยเป็นจำนวนมากดังนั้นย่อมต้องมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเรื่องของภูติผีและวิญญาณอย่างแน่นอน ตำนานเกี่ยวกับวิญญาณในวัดสุวรรณารามนั้นชาวบ้านมีการร่ำลือกันว่าในช่วงเวลาพบค่ำจนถึงยามดึกชาวบ้านมักจะมองเห็นว่ามีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่เพียงแค่จงกระเบนอย่างเดียวเท่านั้นมาเดินอยู่บริเวณพื้นที่ลานกว้างของบริเวณวัด

ซึ่งตรงที่ชาวบ้านเห็นว่ามีชายร่างสูงใหญ่มายืนอยู่นั้นว่ากันว่าตรงจุดนั้นนั่นเองที่เป็นลานประหารของเชลยศึกจำนวนมาก และยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือถึงความน่ากลัวของเรื่องเล่านี้เมื่อช่วงที่มีการบูรณะซ่อมแซมวัดนั้นช่างก่อสร้างได้มีการขุดพื้นที่ดินบริเวณดังกล่าวนั้นแล้วพบว่าบริเวณตรงจุดนี้มีโครงกระดูกฝังไว้เป็นจำนวนมาก

ซึ่งคนอย่างเราอีกในโครงกระดูกบางชิ้นนั้นยังพบว่ามีกำไรทองคล้องแขนอยู่โดยสันนิษฐานกันว่าโครงกระดูกเหล่านั้นก็คือโครงกระดูกของเฉลยพม่านั่นเอง และเหล้ากันอีกด้วยว่าในช่วงที่มีการขุดพบกำไลทองนั้นคนที่ขุดเจอก็จะนำกำไรทองนั้นไปขายซึ่งได้เงินมาเป็นจำนวนมาก

ซึ่งหลังจากที่เขาขายกำไรได้ราคามาแล้วยังไม่ทันข้ามคืนใช้คนดังกล่าวนั้นก็ฝันว่ามีทหารชาวพม่าได้พยายามที่จะมาฆ่าเขาและเมื่อเขาสะดุ้งตกใจตื่นขึ้นมาเขาก็พบว่าภรรยาที่นอนอยู่ข้างๆเขานั้นซึ่งกำลังตั้งครรภ์ได้นอนเสียชีวิตอยู่ข้างเขานั่นเอง

ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมาใช้คนดังกล่าวนั้นก็ได้มาสร้างศาลเพียงตาเอาไว้โดยภายในสังเกตการณ์นั้นจะเห็นว่าจะมีหุ่นของชาวพม่ากองอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งว่ากันว่านี่เป็นการสร้างศาลเพียงตาเพื่อขอให้วิญญาณชาวพม่านั้นยกโทษให้ต่อสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป และที่สำคัญบริเวณหน้าศาลนั้นหากใครเคยไปเยี่ยมหรือไหว้ศาลจะเห็นว่าจะมีสิ่งก่อสร้างเล็กๆซึ่งเป็นรูปทรงคล้ายๆพีระมิดวางไว้บริเวณหน้าศาลซึ่งสิ่งเหล่านี้นั้นว่ากันว่า

นี่คือสิ่งสะท้อนอาถรรพ์ที่ทางคนที่ก่อสร้างศาลเพียงตานี้เอาไว้สร้างเอาไว้เพื่อไม่ให้บริเวณพื้นที่ในเขตอาถรรพ์นั่นเองหากใครอยากจะไปไหว้ศาลเพียงตานี้จะถูกสร้างไว้อยู่ใกล้กับบริเวณทางเข้าหน้าโรงเรียนวัดสุวรรณารามวิทยา

 

สนับสนุนโดย  holiday palace สมัคร

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ตำนานวัดสุวรรณาราม

ความเป็นมาของ อนันดา เอเวอริ่งแฮม 

เราคือใคร ? ปัญหาใหญ่ในชีวิต มีอยู่พักหนึ่งที่ผมหลงระเริงไปกับสีสันของวงการ เพราะความดังมันมาไวมาก เกือบ ๆ จะ โอเวอร์สำหรับผม เป็นความรู้สึกที่ว่าชีวิตมันง่ายเหลือเกิน การที่ผมโตมาในวงการนี้ ทำให้ผมไม่รู้ว่าบุคลิกของผมมันโดนปั้นมาจากการทำงานตรงนี้ หรือไม่

ดาราหลายคนที่โดนถามว่าคุณดูแลอิมเมจอย่างไร มีการประดิษฐ์มั้ย แล้วบอก “ ไม่หรอก ผม เป็นตัวของผมเอง ” ซึ่งถุย ! ไม่จริง ทุกคนมีกันหมด บุคลิกบางอย่างมันก็ถูกใส่เข้ามาจากสังคมรอบ ข้าง อาจจะไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นอิทธิพลที่เข้ามาแน่นอน ปัญหาใหญ่ในชีวิตช่วงนั้น

คงเป็นเรื่องที่ว่าเราเลือกอาชีพถูกหรือเปล่า เพราะผมเป็น คนที่มีโลกส่วนตัวมาก ๆ บางทีก็สงสัยว่าเราผิดพลาดอะไรไปหรือเปล่า มันใช่สิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ หรือ บางทีผมไปเดินห้าง แล้วรู้สึกตัวร้อนขึ้นมาจนทนไม่ไหว รู้สึกอึดอัด กลายเป็นเจอคนเยอะไม่ได้ ต้องมานั่งเครียดอยู่กับบ้านว่ามันคือชีวิตที่เราต้องการหรือเปล่าผมต้องมานั่งคิดทบทวนว่าที่เราเลือกทำตรงนี้

เพราะเรามักง่ายหรือเปล่า มันเป็นทางออกที่ ง่ายสุดหรือเปล่า หรือว่าเราควรจะกล้าหยุดแล้วไปทำอย่างอื่นเลย ก็เป็นเรื่องเครียดปวดหัวว่าจะ เอาไงดีกับชีวิต เช่นเดียวกับหลายคนในวัยนี้ที่คงคิดเหมือนกันว่าอนาคตมันจะเป็นไง เราจะเอายังไง กับมัน !

เดินทางเพื่อชำระล้างจิตใจ เวลาเครียด ผมจะปลดปล่อยตัวเองด้วยการเดินทาง ไปหาอะไรที่มันเป็นวันแทร็คมายด์ ( one trackirminded การมีใจจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ) ตัดทุกอย่างออกแล้วเดินในหัวมีอยู่อย่างเดียวคือเดิน เดิน เดิน และเดิน มันสบายดี สมองมีแค่นี้ ว่างเปล่า ได้ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีคนรู้จัก ลบล้างอะไรแย่ ๆ ออกให้หมด แล้วสร้างมุมมองในชีวิตขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง

เวลาอยู่ในกรุงเทพฯ หรืออยู่ในวงการนาน ๆ จะทำให้มุมมองของเราเพี้ยนไป เพราะคน รอบข้างไม่ปกติกับเรา เขาไม่ได้ปฏิบัติกับเราแบบตัวเรา แต่ปฏิบัติต่อเราแบบที่เราเป็นดารา บางที ผมเจอคนเยอะมาก เหมือนคนทั้งกรุงเทพฯ สามารถเข้ากับผมได้ มันดูเหมือนผมจะมีปฏิสัมพันธ์ ได้กับทุกคน แต่จริง ๆ คือไม่ใช่ 

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  เว็บพนันบอลฝากขั้นต่ำ 100

โพสท์ใน ประวัติดารา | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ความเป็นมาของ อนันดา เอเวอริ่งแฮม 

ร่วม4 สิ่งที่คนโบราณไม่ให้ทำ

  1. คนสมัยโบราณไม่ให้กินข้าวก่อนผู้ใหญ่และถ้าใครทานข้าวก่อนผู้ใหญ่ภพหน้าจะกลายเป็นสุนัขค่ะและคุณเคยเห็นสุนัขกินข้าวพร้อมกันมั้ยค่ะภพที่แล้วของมันไม่ใช่สุนัขที่เขากลายมาเป็นสุนัขก็เพราะทานข้าวก่อนผู้ใหญ่จึงทำให้เกิดเป็นสุนัขนั้นเองค่ะแต่ความจริงคือเพราะผู้ใหญ่ไม่อยากทานข้าวก่อนคนในครอบครัวเพราะเป็นการให้เด็กๆฟังผู้ใหญ่ค่ะ
  2. คนสมัยก่อนไม่ให้ใส่ที่กำบังศีรษะ ในสถานที่ปฏิบัติธรรมเพราะมีความเชื่ออยู่ว่าถ้าใส่ที่กำบังศีรษะ ในสถานที่ปฏิบัติธรรมเพราะว่าจะไม่มีผมความจริงก็คือคนสมัยก่อนไม่ให้ใส่ที่กำบังศีรษะ เพราะจะลบหลู่ สถานที่ค่ะ
  3. ในอดีตคนสมัยโบราณจะไม่ยอมอนุญาตให้หญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์ออกไปอาบน้ำตอนกลางคืนเนื่องจากว่ามีความเชื่อกันว่าท้องของหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์นั้นมีน้ำคร่ำมากเกินไปซึ่งจะไม่ส่งผลดีต่อหญิงสาวที่ตั้งครรภ์แต่ในความเป็นจริงแล้วน่าจะเกิดจากในอดีตยังไม่มีการใช้ไฟฟ้าทำให้บริเวณรอบๆบ้านมืดเนื่องจากห้องน้ำจะอยู่ห่างจากตัวบ้านทำให้ไม่เหมาะกับการเดินไปเข้าห้องน้ำในเวลากลางคืนเพราะจะมองไม่ค่อยเห็นอะไรซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อหญิงที่กำลังตั้งครรภ์เช่นอาจจะลื่นหกล้มได้รวมแมลงสัตว์กัดต่อยจึงได้มีการทำกุศโลบายนี้ขึ้นมาเพื่อไม่ให้หญิงตั้งครรภ์ได้อาบน้ำตอนดึกมากนัก 
  4. เวลาอาหารตกห้ามหยิบขึ้นมาทาน  คนโบราณเล่นกับเพื่อนกับลูกหลานว่าเวลาที่เรากินข้าวนั้นจะต้องกินอย่างสุภาพเรียบร้อยแต่ถ้าเกิดว่าของมันตกจะกำชับว่าห้ามหยิบขึ้นมาโดยเด็ดขาดซึ่งยังได้กล่าวไว้อีกว่าเพราะอาหารที่ตกนั้นเกิดจากสิ่งใดของสีที่ต้องการจะกินของชิ้นนั้นหรืออาหารจานนั้นดังนั้นจึงใช้มือของตัวเองปัดให้ตกแต่เนื่องจากเราไม่สามารถมองเห็นทีได้ถ้าเกิดเขาไม่ต้องการ

ดังนั้นเมื่อเราไม่สามารถมองเห็นผีได้เราจึงคิดว่าเป็นเพียงแค่การหล่นธรรมดาเท่านั้นเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญดังนั้นเราจึงหยิบขึ้นมากินใหม่ซึ่งว่ากันว่าอาหารที่ตกไปจากฝีมือของผีนั้นจะกลายเป็นอาหารของผีทันทีดังนั้นถ้าเราไปยุ่งผีก็จะโกรธและอาจจะมาทำอะไรกับเราได้

ดังนั้นจึงไม่ควรเก็บขึ้นมาแต่เหตุผลของการที่ผู้คนบอกเล่ากันอย่างนั้นก็เพราะว่าไม่ต้องการให้เด็กๆหรือใครก็ตามหยิบอาหารขึ้นมาเข้าปากเพราะเมื่ออาหารตกลงที่พื้นแล้วก็อาจจะมีเชื้อโรคหรือพวกพยาธิพวกหนอนเข้าไปมีขนมหรือของกินของเราได้ดังนั้นการหยิบขึ้นมาเข้าปาก

 

สนับสนุนโดย  ดูบอล

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ร่วม4 สิ่งที่คนโบราณไม่ให้ทำ

ศิลปะบนเสื้อผ้าแบรนด์เนม

ด้านวงการแฟชั่นเสื้อผ้านั้นถือว่าได้รับความนิยมและเป็นวงการที่มีความหลากหลายอย่างมาก เพราะสิ่งที่เป็นแฟชั่นด้านเสื้อผ้านั้นสามารถต่อยอดได้อยู่เสมอ

และเมื่อวงการแฟชั่นมีการได้รับความนิยมจากทุกยุคทุกสมัยจึงมีการนำศิลปะเข้ามาผสมผสานให้เกิดความแปลกใหม่ในชิ้นงานแฟชั่นที่เป็นเสื้อผ้าด้วยนั่นเอง และมีการถ่ายทอดศิลปะผ่านแฟชั่นด้านเสื้อผ้าต่างได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย และแฟชั่นเสื้อผ้าที่มีการนำศิลปะไปผสมผสานนั้นส่วนมากจะเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมระดับโลกอยู่แล้วและเมื่อมีงานศิลปะไปผสมผสานกับเสื้อผ้าด้วยแล้วนั้นยิ่งเป้นการเพิ่มคุณค่าทางการค้าและความแฟชั่นในการสวใส่เพิ่มขึ้นไปอีกนั่นเอง

การนำศิลปะไปผสมผสานกับวงการแฟชั่นด้านเสื้อผ้านั้นมีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งแต้มสีที่มีลวดลายและเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์นั้น ทำให้เมื่อมีการออกคอลเลคชั่นที่โดดเด่นและมีลวดลายที่แปลกใหม่ในการนำศิลปะมาผสมผสานกับเสื้อผ้านั้นทำให้คอลเลคชั่นนั้น

เป็นที่นอยมแลมียอดขายสูงมากเลยทีเดียว เพราะคนเราในยุคนี้นั้นชอบความแปลกใหม่และไม่เหมือนใครนั้นเอง นอกจากจะมียอดขายที่สูงแล้วเมื่อมีการสร้างสรรค์งานศิลปะบนเสื้อผ้า ก็จะยิ่งมีความคิดหรือสามารถคิดและต่อยอดมรงานศิลปะบนเสื้อผ้านั้นได้มีความทันสมัยขึ้นไปอีกขั้นด้วย

โดยแบรนด์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นChanel Dior Gucci หรือแบรนด์ดังต่างๆอีกมากมาย ก็ล้วนแต่มีการนำศิลปะเข้าไปผสมผสานและเกิดเป็นแฟชั่นใหม่ๆอยู่เสมอ และนอกจากนี้นั้นแบรนด์ดังๆจะเน้นการสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะบนแฟชั่นเสื้อผ้านั้นด้วยการทำมือทั้งหมด

ทำให้เสื้อผ้ามีความโดดเด่นและน่าสนใจและรู้สึกสวยและมั่นใจขณะสวมใส่ด้วย แน่นอนว่าแม้บางครั้งการสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะลงบนแฟชั่นเสื้อผ้านั้นอาจจะเป็นสิ่งที่แปลกและแต่งต่างแต่ก้ถือว่าได้การตอบรักสำหรับคนที่ชื่นชอบในการแต่งตัวหรือชื่นชอบด้านแฟชั่นอย่างมากมายทีเดียว

และด้วยการที่แบรนด์ต่างๆนั้นมีการสร้างสรรค์ชิ้นานศิลปะลงบนแฟชั่นเสื้อผ้าที่มีความปราณีตและความโดดเด่นทีแปลกและแตกต่างไปจึงทำให้เราเสื้อผ้านั้นอาจจะค่อนข้างสูงแต่แน่นอนว่าเรานั้นจะได้เสื้อผ้าที่สวมใส่ที่ดีและมีคุณค่าอย่างแน่นนอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  Holiday Palace

โพสท์ใน ศิลปะ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ศิลปะบนเสื้อผ้าแบรนด์เนม

Art Steady Hands หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด

แน่นอนแหละว่าทุกคนต่างรู้ดี ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพหรือไม่ใช่ก็เถอะ แม้แต่ตอนเด็กๆเอง ผมยังได้ยินเป็นประจำว่า มือนิ่งๆนะ คือคำที่ได้ยินบ่อยที่สุดในการถ่ายรูป แต่ก็ขอเน้นเลยว่าเป็นสมัยก่อน ที่จะได้ยินทุกครั้ง แต่ว่าถ้าเป็นสมัยนี้แล้ว กลับได้ยินน้อยลงเรื่อยๆล่ะ

ก็เพราะเทคโนโลยีที่มากขึ้นเรื่อยๆด้วย การถ่ายภาพเมื่อก่อนทำไมถึงต้องพูดคำนี้กันด้วยนะ ถ้าให้พูดกันแบบเมคเซ็นต์เลยนะ นั้นก็คือมือสั่นกล้องก็จะสั่น แล้วภาพก็จะเบลอยังไงล่ะ ทุกคนเข้าใจกันแบบนี้แน่นอน แต่ว่าถ้าพูดกันตามหลักการแล้วละก็ มันก็มีคำอธิบายกันมากกว่านั้นเช่นกัน นั้นก็คือถ้ามือสั่นจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ต้องไปดูที่เรื่องอื่นๆของกล้องด้วย

ซึ่งจะเกี่ยวกับความเร็วชัตเตอร์ด้วยเช่นกัน แล้วสุดท้ายก็จะเกี่ยวอย่างมากกับค่า ISO ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นตัวที่บอกถึงเหตุผลได้เลยว่า ทำไมเมื่อก่อนคนชอบพูดคำนี้ตอนที่จะถ่ายรูปกัน มือนิ่งๆนะ

เพราะอะไร เพราะว่าสมัยถ่ายภาพฟิล์มกันนั้น ฟิล์มมีค่า ISO ที่น้อยมาก ทำให้เพียงแค่ช่วงเย็นๆ หรือถ่ายในบ้านก็จะถ่ายแบบไม่ใช้แฟลชไม่ได้เลย มือจะต้องนิ่งไม่พอ ตัวแบบก็ต้องนิ่งมากๆด้วย ทำให้คนส่วนมากก็จะมีประสบการณ์จากการเบลอเพราะมือสั่นนี่แหละ

แต่สมัยนี้แล้ว เรื่องมือสั่นก็ได้หายไปเยอะมาก ไม่ค่อยมีคนพูดกันแล้ว ก็เพราะว่าอุปกรณ์ต่างๆได้มีเทคโนโลยีใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอย่างมากเลยทีเดียว ทั้งระบบกันสั่นที่เลนส์ ต่อมาก็ระบบกันสั่นในตัวกล้อง แล้วยังไม่พอ ก็มีระบบกันสั่นที่เป็นแกน เพิ่มขาแกนขึ้นเรื่องๆอีก

ลายเป็นระบบกันสั่นช่วยให้มือที่สั่นนั้นได้ภาพที่ไม่สั่นได้หลาย stop แล้วในเวลานี้ แล้วก็ยังเทคโนโลยีด้านการเพิ่มความสามารถของค่า iso มากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถทำภาพได้สว่างในที่มืดได้เยอะมาก สองส่วนนี้เป็นตัวที่เข้าไปช่วยใครค่าความเร็วชัตเตอร์นั้นเพิ่มความสามารถได้เป็นอย่างดี นี่แหละคือการอธิบายด้านเทคนิคว่าทำไมทุกวันนี้ถึงไม่ค่อยมีคนพูดว่า มือนิ่งๆกันแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การถือกล้องถ่ายรูปนั้น ก็ต้องมือนิ่งไว้ก่อนเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว บางครั้งต่อให้มีระบบต่างๆเข้าช่วยอย่างไรก็ตาม แต่มันก็ยังมีสิทธิ์ที่จะได้ภาพที่คมชัดไม่เท่ากันมือของเราที่นิ่งเองอย่างแน่นอน ดังนั้นแล้วเราต้องมือนิ่งไว้ก่อน ถ้าเราไม่มั่นใจ ก็ต้องมีขาตั้งกล้องเข้ามาช่วยเสริมด้วยก็จะดีมาก

 

สนับสนุนโดย  ufabet168 ทางเข้า

โพสท์ใน ศิลปะ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน Art Steady Hands หนึ่งในเทคนิคถ่ายภาพ Portrait ให้ชัด