ประวัติของเมืองอเล็กซานเดรีย  ประเทศ อียิปต์

       ประวัติของเมืองอเล็กซานเดรีย  สำหรับข้อมูลและประวัติความเป็นมาของเมืองแห่งนี้ ว่ากันว่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่สำคัญมากในอดีต   โดยตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศอียิปต์ซึ่งมีพื้นที่ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน   ก่อนจะเป็นอเล็กซานเดรียนั้น 

ที่นี่เคยเป็นแค่เมืองทำประมงเล็กๆชื่อเมืองคอนด้า  จนกระทั่งพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชทรงยกทัพกรีซมาและ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ก็ถูกใจเมืองนี้เป็นอย่างมาก

         ด้วยความที่ชื่นชอบเมืองนี้มากนั่นเองที่ทำให้พระ เจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชได้มีการสั่งให้บูรณะใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้เป็นเมืองหลวงใหม่ของพระองค์นั่นเองค่ะ และนับตั้งแต่นั้นมาจึงได้มีการตั้งชื่อเมืองนี้ว่า เมืองอเล็กซานเดรีย ตามชื่อของ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช นั่นเอง

     เคยมีประภาคารฟาโรสที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7 ของโลกยุคเก่าตั้งอยู่ที่นี่รวมถึงยังเคยเป็นที่ประทับของพระนางคลีโอพัตราอันเลื่องชื่อเรียกว่าร่วมสิ่งสำคัญสำคัญของโลกไว้พอตัวเคยเป็นเมืองที่รุ่งเรืองอย่างมากมีประชากรอาศัยอยู่กว่า 5 แสนคน

ซึ่งก็ถือว่ามากในสมัยนั้นความเจริญรุ่งเรืองนั้นสามารถทัดเทียมกับเมืองใหญ่ในสมัยนี้ได้เลยแต่ก็ได้จมลงไปเมื่อ 1600 ปีก่อนเนื่องจากเกิดสึนามิทำให้เมืองส่วนใหญ่ลงไปอยู่ใต้น้ำ

        นักโบราณคดีเคยดำลงไปสำรวจการพบว่ามีสมบัติโบราณเต็มไปหมดกว่า 2000 ชิ้นมีทั้งซากเรือตึกรามบ้านช่อง Springจำนวน 26 ตัวจึงทำให้รัฐบาลอียิปต์มีโปรเจคสร้างพิพิธภัณฑ์ใต้น้ำขึ้นมาด้วยจะคงรูปแบบเดิมไว้ให้ได้มากที่สุดตามกฎของยูเนสโกที่บอกว่าสมบัติใต้น้ำก็ควรเก็บรักษาไว้ใต้น้ำเพื่อให้มันสามารถคงสภาพเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด

ซึ่งถ้าสร้างเสร็จเมื่อไหร่ ที่นี่ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำดูปะการังก็จะสามารถดำน้ำลงไปดูเมืองอเล็กซานเดรียซึ่งถือว่าเป็นเมืองประวัติศาสตร์ของโลกอีกแห่งหนึ่งได้

      อย่างไรก็ตามเมืองที่มีอยู่ใต้น้ำยังคงมีอยู่จริงและไม่ใช่มีเพียงแค่เมืองอเล็กซานเดรียของประเทศอียิปต์เพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่เป็นเมืองใต้น้ำ

เพราะยังมีอีกในหลายประเทศทั่วโลกนั้นก็มีเมืองใต้น้ำเช่นเดียวกัน  อย่างเช่น  ประเทศญ่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศไทยเองก็มีเมืองใต้น้ำซึ่งถ้าหากว่าเข้าสู่ในช่วงฤดูแล้งน้ำยุบก็จะเห็นซากปรักหักพังของเมืองใต้น้ำโผล่ขึ้นมาให้เห็นได้เช่นเดียวกันนั่นเอง 

      

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  สล็อต ufabet เว็บตรง

โพสท์ใน ประเพณีและตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

ตำนานพระมหามัยมุนี  พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของประเทศเมียนมา

         นักท่องเที่ยวหลายคนที่มีโอกาสได้เดินทางไปประเทศเมียนมาส่วนใหญ่มักจะไปเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวเชิงศานสถานเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องการที่จะไปกราบไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของประเทศเมี่ยนมา ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์คนที่ไปขอพรมักจะสมหวัง ดังนั้นบรรดาบริษัททัวร์จึงมักจัดกิจกรรมทัวร์ไหว้พระในประเทศเมี่ยนมาอยู่บ่อยครั้ง

      สำหรับศาสนสถานที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก จากหลายแห่งด้วยกันก็คือการไปกราบไหว้ของพระมหามัยมุนีหรือพระมหามัยมุนี  ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพม่าเลยทีเดียว สำหรับพระพุทธรูปองค์นี้นั้น ได้มีการนำมาประดิษฐานเอาไว้ที่เมืองมัณฑะเลย์  ซึ่งแต่เดิมทีนั้นที่นี่ก็คือ อดีตเมืองหลวงของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง นั้นเอง 

          มีตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับ พระมหามัยมุนี โดยมีการเล่าว่าพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์องค์นี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาลช่วงรัชสมัยของพระเจ้าจันทร์สุริยะแห่งยะไข่   โดยในคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จมายะไข่พระเจ้าจันทร์สุริยะและขออนุญาตพระพุทธเจ้าสร้างรูปเคารพเพื่อประดิษฐานไว้ที่เมือง

        ซึ่งทางด้านของ พระพุทธเจ้าเองก็ทรงอนุญาต และเมื่อมีการสร้างเสร็จพระพุทธเจ้าประทานลมหายใจให้กับพระพุทธรูปทำให้พระพุทธรูปมีชีวิตขึ้นมาด้วยความเชื่อว่าพระมหามัยมุนีเป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิตจึงมีพิธีล้างพระพักตร์ในเวลาประมาณ 4:00 น ของทุกวัน  ซึ่งการทำแบบนี้นั้นทำให้ดูคล้ายกับว่าพระพุทธรูปมีชีวิตจริงจริง และจะเหมือนว่าพระพุทธรูปตื่นบรรทม

      สำหรับคนที่จะมาทำหน้าที่ล้างหน้าและดูแลพระพุทธรูปในช่วงเช้าตรู่นั้นจะเป็นเจ้าอาวาสวัดของวัด นอกจากจะล้างหน้าให้แล้ว ยังจะนำแปรงสีฟันมาแปรงให้อีกด้วย 

        หลังจากเสร็จสิ้นของการแปรงฟัน และนำน้ำมาล้างพระพักตร์แล้วก็จะถึงช่วงเวลาที่จะมีการนำน้ำหอมทานาคามาเช็ดถูสักพักแล้วจึงชำระพักด้วยผ้าที่ศาสนิกชนนำมาถวายและถวายการปฏิบัติด้วยการนำพัดมาโบกถวายหลังเสร็จพิธีล้างพระพักตร์แล้วจะนำภัตตาหารมาถวายพระมหามัยมุนีเป็นอันเสร็จพิธีพุทธศาสนิกชนสามารถร่วมล้างพระพักตร์ได้ด้วยถวายน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาและผ้าสำหรับเช็ดพักโดยการวาดผู้ชายจะได้ร่วมพิธีอยู่แถวหน้าสุดส่วนฆารวาสหญิงจะนั่งอยู่แถวหลัง 

 อย่างไรก็ตามเรื่องเล่าของพระพุทธรูปมีชีวิตนี้ยังคงเป็นเรื่องเล่าที่มีการพูดถึงกันในปัจจุบันนี้และพิธีการล้างหน้าแปรงฟันให้กับพระพุทธรูปตอนเวลา 04:00 น นั้นก็ยังคงมีการทำกันอยู่ซึ่งเรื่องราวนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานและเป็นอันซีนของประเทศเมียนมาร์เลยก็ว่าได้ 

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ทางเข้าเล่น

โพสท์ใน ประวัติศาสตร์ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ตำนานพระมหามัยมุนี  พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของประเทศเมียนมา

ประวัติการจัดกิจกรรมที่เสาชิงช้า กรุงเทพฯ

เชื่อว่าหลายหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าที่บริเวณใต้เสาชิงช้านั้นมีการนำอะไรมาฝังเอาไว้ข้างใต้  เสาชิงช้าที่เราเห็นกันอยู่นี้อยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นเสาชิงชาสีแดงๆ และมีความสูงมากมาก  โดยเสาต้นนี้มีการบันทึกเอาไว้ว่ามีการสร้างมาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 1 นั่นก็คือสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช  ของราชวงศ์จักรี

    สำหรับใครที่เคยเดินทางไปเที่ยวที่เสาชิงช้าเชื่อว่าจะเห็นได้ว่าภาพพื้นหลังของเสาชิงช้านั้นจะอยู่ใกล้กับวัดสุทัศน์ 

ซึ่งปัจจุบันทั้งสองสถานที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของกรุงเทพฯยังไงก็ตามตามประวัติความเป็นมาและเสาชิงช้าในสมัยอดีตนั้นสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์โดยจะมีโบสถ์พราหมณ์อยู่เยื้องๆกับตรงบริเวณที่สร้างเสาชิงช้าในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามเสาชิงช้าที่มีการสร้างนั้นสร้างมาตั้งแต่สมัยที่เริ่มมีการสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นมาใหม่ๆดังนั้นรัชกาลที่ 1 จึงได้มีการเชิญพราหมณ์ทำพิธีในการสร้างเมืองใหม่นี้ด้วยซึ่งตามที่ถูกเชิญมานั้นก็มักจะมาจากทางภาคใต้ของประเทศโดยมีการนำเอาวัฒนธรรมของอินเดียเข้ามาใช้ด้วย 

      ดังนั้นเมื่อมีการเชิญพราหมณ์มาอยู่ที่กรุงเทพฯจึงได้มีการตั้งสถานที่ให้พราหมณ์ได้อยู่อาศัยนั้นก็คือโบสถ์พราหมณ์  ซึ่งตรงจุดที่เป็นที่ตั้งเสาชิงช้าคือจุดบริเวณที่ทางพราหมณ์จะทำพิธีทางศาสนา อย่างไรก็ตามการตรงบริเวณเสาชิงช้านั้น

พราหมณ์ไม่ได้มีการประกอบพิธีทางศาสนาอย่างเดียวแต่พิธีกรรมอย่างเช่นปีใหม่ก็มีการจัดพิธีด้วยซึ่งกิจกรรมในวันจัดพิธีปีใหม่ตรงบริเวณเสาชิงช้าก็คือการที่หาคนอาสาสมัครไปทำการโล้ชิงช้า

เพื่อร่วมกิจกรรมโดยจะมีการแกว่งชิงช้าซึ่งมีความสูงมากๆแล้วให้คนขึ้นไปอยู่ข้างบนจำนวนประมาณ 5 คนโดยให้หนึ่งคนพยายามที่จะคาบถุงเหรียญให้ได้ซึ่งจะมีการถูกนำไปห้อยเอาไว้และกิจกรรมนี้เองซึ่งบางครั้งไม่ระมัดระวังก็อาจจะมีการ  

         เมื่อมีคนเสียชีวิตเกิดขึ้น ก็จะมีการนำศพมาฝังเอาไว้ตรงบริเวณเสาชิงช้าซึ่งในแต่ละปีนั้นก็จะมีผู้เสียชีวิตจากกิจกรรมโล้ชิงช้าในงานปีใหม่ แต่ถึงแม้จะมีคนตายแต่ทุกคนก็เต็มใจที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนนี้เพราะมีความเชือว่าจะได้บุญมาก

อย่างไรก็ตามคนที่เสียชีวิตจากกิจกรรมโล้ชิงช้าจะถูกนำเอาร่างกายมาฝังเอาไว้ใกล้กับเสาชิงช้า ซึ่งเมื่อนานวันเข้ากิจกรรมเหล่านี้จึงถูกยกเลิกไปเพราะเป็นกิจกรรมที่น่ากลัวเกินไปนั่นเอง แลในปัจจุบันนี้ เสาชิงช้ากลายมาเป็นสัญลักษณ์และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพียงเท่านั้น เพราะไม่มีการจัดกิจกรรมใดใดที่นี่แล้ว 

 

สนับสนุนโดย.    สล็อต ufabet เว็บตรง

โพสท์ใน ประเพณีและตำนาน | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ประวัติการจัดกิจกรรมที่เสาชิงช้า กรุงเทพฯ

สถานที่สำคัญ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในสมัยโบราณที่ถูกทำลายลง

สถานที่สำคัญ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในสมัยโบราณที่ถูกทำลายลงเพราะเหตุแผ่นดินไหว  เทวรูปโคโลสซูสแห่งเกาะโรดส์

    สำหรับเทวรูปองค์นี้ตั้งอยู่ในทะเลอีเจียนประเทศกรีซ  เป็นเทวรูปที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นรูปสมเด็จขนาดใหญ่ของสุริยะเทพหรือ Holiday ออสโดยมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 33 เมตรก่อสร้างประมาณ 292 ถึง 280 ปีก่อนคริสตกาลสำหรับเทวรูปองค์นี้นั้นตั้งตระหง่านอยู่ตรงบริเวณปากอ่าวของเกาะโรสอย่างไรก็ตามปัจจุบันเทวรูปองค์นี้ไม่ได้มีการโชว์ให้เราได้เห็นกันแล้ว

เนื่องจากว่าได้พังเสียหายไปแล้วจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวหลังจากการสร้างเพียงแค่ 56 ปีเท่านั้นซึ่งปัจจุบันนั้นจึงเหลือเพียงแค่สร้างของเทวรูปบางส่วนเพียงเท่านั้นแต่ก็ถือว่าเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวหลายคนให้ความสนใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

        สุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิส  ที่ประเทศตุรกีในเมืองลงได้มีการสร้างสุสานแห่งฮาลิคาร์นัสเซิสขึ้นมาเมื่อก่อนปีกิจการโดยพระราชดำริของพระราชนีอาร์ทีมีเซียเพราะต้องการสร้างให้เป็นอนุสรณ์สถานแก่พระสวามีของพระนางเองซึ่งก็คือกษัตริย์แห่งคาเรียที่ส่งสวรรนคตไปเมื่อ 353 ปีก่อนคริสตกาลนั่นเอง

อย่างไรก็ตามสุสานแห่งนี้ได้ถูกทำลายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งแน่นอนว่าปัจจุบันยังคงมีให้เห็นซากปรักหักพังของสุสานแห่งนี้อยู่นอกจากนี้ยังมีซากรูปปั้นต่างๆที่ใช้ในการประดับสุสานอีกด้วย 

       ประภาคารฟาโรสแห่งอเล็กซานเดรีย   สำหรับประภาคารแห่งนี้ว่ากันว่าเป็นราคาคานยักษ์ที่เมืองอเล็กซานเดรียประเทศอียิปต์ได้มีการสร้างเอาไว้ด้วยป้าแห่งนี้นั้นสร้างขึ้นมาในสมัยของพระเจ้าประตูโดเรมีซึ่งประมาณ 280 ปีก่อนคริสตกาล

ซึ่งบอกกันเลยว่าประภาคารแห่งนี้นั้นมีความสูงมากเรียกได้ว่าสูงจนสามารถมองเห็นได้ไกลถึง 35 มายเลยทีเดียวและแน่นอนว่าปัจจุบันประภาคารแห่งนี้นั้นไม่ได้มีให้เราได้เห็นกันแล้วเนื่องจากว่าถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 นั่นเอง 

        อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าสถานที่ต่างๆเหล่านี้จะถูกทำลายลงจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวไปแล้วแต่ก็ยังคงหลงเหลือซากปรักหักพังให้เรานั้นได้เข้าไปเยี่ยมชมสร้างความงดงามและสร้างอารยธรรมในสมัยโบราณได้ซึ่งแน่นอนว่าสถานที่แต่ละที่นั้นกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของประเทศนั้นๆอีกด้วย 

          สำหรับสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณนั้นไม่ใช่มีเพียงแค่ 3 แห่งนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังมีมหาพีระมิดแห่งกีซาซึ่งก็มีอายุเก่าแก่เกือบ 3000 ปีก่อนคริสตกาลมาแล้วหรือแม้แต่สวนลอยบาบิโลนซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้มีให้เห็นแล้วแต่ก็คือ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ในยุคโบราณเช่นเดียวกันนอกจากนี้ยังมีวิหารอาร์ทิมิสและเทวรูปซูสที่โอลิมเปียอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย.  ufabet เว็บไหนดี

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน สถานที่สำคัญ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในสมัยโบราณที่ถูกทำลายลง

นิทานพื้นบ้านแล้วก็ตำนานประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

ถึงแม้ตำนานแล้วก็นิทานพื้นบ้านของประเทศญี่ปุ่นหลายเรื่องจะมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งโลกจากความชื่นชอบของอนิเมะและก็มังงะ แต่ว่าก็ยังมีเรื่องมีราวเล่าที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอีกมากมาย เมื่อประสมประสานมุมมองของศาสนาหลักสองศาสนาของประเทศญี่ปุ่นอาทิเช่นศาสนาชินโตแล้ว

ก็พุทธศาสนา ตลอดจนนิทานจากจีน ประเทศอินเดีย ประเทศเกาหลี แล้วก็ที่อื่นๆนิทานพื้นบ้านของประเทศญี่ปุ่นเป็นโลกที่จินตนาการรวมทั้งบทเรียนอันแสนอัศจรรย์ เรื่องราวมากไม่น้อยเลยทีเดียวในคอลเล็กชั่นนิทานโบราณที่เรียกว่า คอนจาคุโมโนกาตาริชู

ซึ่งมีอายุมากตั้งแต่ยุคเฮอันรวมทั้งมีเรื่องมีราวเกิดขึ้นมากยิ่งกว่า 1,000 เรื่อง ในเวลาที่ประเทศจำนวนมากระบุนิทานพื้นบ้านว่าเกิดเรื่องที่ตกทอดด้วยคำกล่าวหรือเพลง แต่ว่าในประเทศญี่ปุ่นบางทีอาจรวมทั้งนิทานที่มีการเขียนเป็นหนังสือด้วย

  1. Urashima-Taro

ตำนานของอุราชิมะทาโร่ย้อนไปถึงในสมัยศต.ที่ 8 ในแบบอย่างเริ่มแรก รวมทั้งมีหลายเวอร์ชั่นและก็เป็นที่พึงพอใจของเด็กๆมานานนับเป็นเวลาหลายปีเลย เรื่องราวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นปรากฏในหนังสือระดับประถมศึกษาและก็เพลงตามสถานที่เรียน และก็ยังเป็นแรงผลักดันให้กับหนึ่งให้กับอนิเมะเรื่องแรกๆที่มีการออกฉายในปี 1918 ด้วย

  1. Hanasaka Jiisan

เรื่องราวของฮานะซากะจีซัง หรือ คุณตาเนินดอกไม้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นที่น่าดึงดูดพร้อมคติสอนใจที่กระจ่างแจ้ง เกิดเรื่องราวที่ได้รับความนิยมสำหรับครอบครัว แต่ว่าก็มีคติสอนใจสำหรับนักอ่านทุกคน

  1. Bunbuku Chagama

นิทานที่สั้นแล้วก็แปลกประหลาดเรื่องหนึ่ง บุนบุคุชากามะ เป็นการเล่าเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตของประเทศญี่ปุ่นที่รู้จักกันดี มันก็คือ ทานุกิ ชื่อของเรื่องหมายความว่าความสุขที่ผุดขึ้นราวกับฟองในกาใส่น้ำชา แล้วก็มีส่วนประกอบคล้ายกับนิทานหลายเรื่องซึ่งแสดงถึงการเสียสละแล้วก็การทดแทนความเมตตากรุณา

  1. O-Tsuki-sama no o-tsukai

นิทานกระต่ายบนพระจันทร์ของประเทศญี่ปุ่น เข้าใจกันว่าได้มีการกำเนิดมาด้วยนิทานทางศาสนาพุทธ ที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้ยาวมากแต่ว่ามิได้จบได้ด้วยกลีบกุหลาบอย่างไร ภาพกระต่ายแล้วก็ดวงจันทร์เสี้ยวที่ได้รับความนิยมมีให้เห็นทุกแห่งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่กล่องเบนโตะไปจนกระทั่งอุปกรณ์การเรียน แต่ว่ามีเพียงแต่ไม่กี่คนที่จะทราบว่าพวกมันเดินทางไปไกลขนาดนั้นได้เช่นไร

  1. Saru Kani Gassen – ศึกปูปะทะลิง

เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสัตว์อีกหนึ่งเรื่อง ที่เป็นเรื่องของปูกับลิงที่เป็นเรื่องที่เป็นมากกว่าเพียงแค่เรื่องการเอาคืน เรื่องนี้นั้นได้มีการปรากฏในบันทึกปัจจุบัน โดยบันทึกที่โบราณที่สุดย้อนไปไปถึงปี คริสต์ศักราช 1885 แต่ว่าเข้าใจกันว่าคงจะเก่าแก่มากยิ่งกว่านั้นในฐานะเรื่องเล่าแบบปากต่อปากก่อนมีการบันทึกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  ufa สล็อตแตกบ่อย

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน นิทานพื้นบ้านแล้วก็ตำนานประเทศญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก

รัสเซียยิงขีปนาวุธเหนือเสียงขู่ชาติตะวันตก

รัสเซียยิงขีปนาวุธ สำหรับวิกฤตผู้อพยพที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคยุโรป ที่ส่งผลกระทบในหลายประเทศ รวมไปถึงปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่รัสเซียมีการส่งทหารนับแสนนาย เข้าไปประชิดชายแดนของยูเครน 

แต่ว่าล่าสุดนี้ผู้นำของรัสเซียได้ส่งสัญญาณไปหาชาติตะวันตกทางกรณีปัญหาความขัดแย้งกับยูเครนทั้งปัญหาของผู้อพยพที่ในภูมิภาคยุโรปโดยเฉพาะเบลารุสด้วยก็ออกมาย้ำเตือนในเรื่องนี้ว่าอย่าเข้ามาก้าวก่ายแต่ในขณะเดียวกันก็เปิดทางทางรัสเซียนั้นก็พร้อมที่จะเจรจาปัญหาเรื่องนี้ อย่างสร้างสรรค์ต่อไป 

แต่ว่าอีกด้านหนึ่งเพื่อเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งและป้องกัน ภัยด้านความมั่นคงทางด้านกระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้มีการแถลงความสำเร็จการทดสอบขีปนาวุธร่อนที่มีความเร็วเหนือเสียง ขนาดมะ 9 ที่สามารถทำความเร็วได้ 10,000กิโลเมตร ต่อ 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว 

เพราะฉะนั้นจะยากต่อการที่อาวุธคู่แข่งหรือว่าศัตรูจะสามารถวิ่งจับได้ทันโดยการทดสอบรอบล่าสุดนี้ประสบความสำเร็จไปด้วยดี

โดยการทดสอบขีปนาวุธครั้งล่าสุดของรัสเซีย กระทรวงกลาโหมของรัสเซียได้เปิดเผยว่า ว่าตอนนี้กำลังประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียงเซอร์คอนรุ่นใหม่ล่าสุดเป็นการยิงจากเรือฟริเกต แอดไมรัล คอร์ 

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมานี้เองก็ยิงถูกเป้าหมายในทะเลขาว ทางเหนือของรัสเซีย ได้อย่างแม่นยำเลยทีเดียวจรวดเซอร์คอนนี้เป็นขี่ปั่นอาวุธต่อต้านเรือรบที่รัสเซียได้ผลิตขึ้นมาเองและสามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง9 มัค หรือจะคิดเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมงก็ประมาณ11025ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว 

เพราะฉะนั้นแล้วมันเร็วขนาดนี้มันยากที่ระบบต่อต้านอากาศยานใดๆจะสามารถหยุดยั้งได้มันถูกออกแบบมาเพื่อการโจมตีเรือของศัตรูบนผิวน้ำโดยเฉพาะยกตัวอย่างเช่นเรือฟริเกตและเรือบรรทุกเครื่องบินรวมไปถึงเป้าหมายบนพื้นดินที่อยู่ในระยะทางการของจรวดได้ด้วย 

โดยขีปนาวุธรุ่นล่าสุดนี้เซอร์คอนยังสามารถใช้โจมตีเรือของข้าศึกที่ได้อยู่ห่างออกไปนับตั้งแต่ 1000 กิโลเมตรถึง 2000 กิโลเมตรได้โดยรัสเซียได้ดำเนินการทดสอบขีปนาวุธรุ่นนี้มาสักพักใหญ่ๆแล้วอย่างเมื่อเดือนที่แล้ว 

เมื่อช่วงเดือนตุลาคมก็เพิ่งประสบความสำเร็จในการยิงขีปนาวุธเซอร์คอนจากเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เป็นครั้งแรกก่อนที่ขีปนาวุธรุ่นล่าสุดนี้จะถูกส่งไปประจำการในกองทัพเรือของรัสเซียตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

นอกจากนี้ทางด้านประธานาธิบดีของรัสเซียได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์ต่อเจ้าหน้าที่นโยบายด้านการต่างประเทศในกรุงมอสโก โดยระบุว่าชาติตะวันตกตอนนี้ยังไม่ได้รับคำเตือนที่เป็นสัญญาณอย่างรัสเซียว่าไม่ควรจะก้าวข้ามล้ำเส้นสีแดง 

ซึ่งรัสเซียจำเป็นจะต้องได้รับการประกันทางด้านความปลอดภัยจากชาติตะวันตกเส้นสีแดงหมายถึงการรุกล้ำเรื่องอำนาจอธิปไตยของรัสเซียโดยมองว่าการแก้ไขความขัดแย้งในยูเครนอาจจะดำเนินการไปถึงทางตันได้ ถ้ามีการกล่าวหาว่ารัสเซียอยู่เบื้องหลังกับวิกฤตการณ์ผู้อพยพในเบลารุสอีก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  www.ufabet.com ลิ้งเข้าระบบ

โพสท์ใน ประเพณีและตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน รัสเซียยิงขีปนาวุธเหนือเสียงขู่ชาติตะวันตก

ประวัติศาสตร์โซมาเลีย รัฐบาลนายพลบาร์รี

โดยประวัติศาสตร์ของโซมาเลียนั้นเต็มไปด้วยการดิ้นรน ประวัติศาสตร์โซมาเลีย  และการเผชิญหน้ากันทั้งภายในประเทศระหว่างตระกูลที่ทรงอิทธิพลภายนอกประเทศทั้งการเคยตกเป็นอาณานิคมของอิตาลีและอังกฤษจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษจึงได้กลับมาสู่ โซมาเลีย อีกครั้ง

ซึ่งเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่า โซมาเลียแลนด์ของอังกฤษที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศกับดินแดนอาณานิคมโซมาเลียของอิตาลีที่สหประชาชาติตกลงให้โซมาเลียของอินตาลีเป็น ดินแดนสภาวะทรัสตีของสหประชาชาติ ก่อนจะปล่อยให้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์แบบ

องค์การสหประชาชาติมอบให้อิตาลีเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยอินตาลีก็คืออดีตชาติแรกๆที่ได้รับมอบหมายให้บริหารรัฐในสภาวะทรัสตีพอถึงปี1960ดินแดนโซมาเลียทั้งสองแห่งทั้งที่อยู่ภายใต้การดูแลของอังกฤษและอินตาลีจึงกลับมารวมกันภายใต้ชื่อของ สาธารณรัฐโซมาเลีย 

แม้จะรวมกันเป็นปึกแผ่นแต่สังคมของโซมาเลียนั้นเป็นสังคมแบบชนเผ่าที่มีอัดตะลักษณ์และค่านิยมที่แตกต่างกันในประเทศนี้มีชนเผ่าหลากหลายและจะมีตระกลูที่ทรงอิทธิพลประจำเผ่าและมีตระกลูทรงอำนาจถึง6ตระกลูด้วยกันแต่อีกกว่า20ตระกลูย่อย

นั้นส่งผลทำให้เสถียรภาพทางการเมืองของโซมาเลียนั้นย่ำแย่ลงมาทันที เมื่ออินตาลีและอังกฤษได้มอบอำนาจให้โดยเฉพาะเขตทางตอนเหนือหรือโซมาเลียแลนด์เดิมที่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมากกว่ารัฐบาลในโซมาเลียที่ไร้ความสามารถ

พอถึงปี1969 นายพลไซอัด บาร์รี ได้ก่อการรัฐประหารและนำชาติเข้าสู่การป้องครองแบบสังคมนิยมภายใต้ชื่อของสาธารณรัฐประชาติปไตรโซมาเลียถึงแม้ว่าจะกลายเป็นชาติสังคมนิยม แต่ความสนชาติมหาอำนาจนั้นกลับน้อยมากโซเวียตเคยให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธและเงินทุนให้กับรัฐบาลโซมาเลียนายพลบาร์รี 

ทั้งนี้ยังเอ่ยปากชวนให้โซเวียตนั้นใช้โซมาเลียเป็นฐานทัพในการกระจายแนวคิดอุดมการของคอมมิวนิสต์เป็นส่วนอื่นๆของแอฟริกา แต่ทุกอย่างก็ได้ยุติลงเมื่อโซมาเลียโจมตีรัฐสังคมนิยมเกิดใหม่อย่างเอธิโอเปียในปี1977จนทำให้โซเวียตไม่พอใจและยุติการช่วยเหลือให้กับรัฐบาลนายพลบาร์รี

แต่การที่นายพลบาร์รีเหลิงอำนาจสร้างความไม่พอใจให้กับชาวโซมาเลียเป็นอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มตระกลูทรงอำนาจเพราะการที่นำการปกครองแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มาใช้กับประเทศโซมาเลียมันส่งผลทำให้อิทธิพลของกลุ่มตระกลูเหล่านี้ถูกบั่นทอนและทำให้เหล่าบรรดาตระกลูทรงอิทธิพลรวมกลุ่มต่อต้านรัฐบาลนายพลบาร์รี

ซึ่งหนึ่งในตระกลูเหล่านี้ก็คือตระกูล ฮูวิเย ที่ก่อตั้งขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เรียกตนเองว่า สภาแห่งสหโซมาเลียหรือUSCโดยมีผู้นำก็คือ โมมูฮัมหมัดฟาร์ราห์ไอดิด โดยไอดิดเป็นผู้นำในการต่อต้านรัฐบาลบาร์รีทั้งทางการเมืองรวมทั้งพยายามล้มล้างกลุ่มตระกูลจากหลากหลายขั้วอำนาจในโซมาเลีย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย.  Ufabet เข้าสู่ระบบ

โพสท์ใน ประวัติศาสตร์ | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน ประวัติศาสตร์โซมาเลีย รัฐบาลนายพลบาร์รี

เรื่องจริงในสงครามโลกครั้งที่2

เรื่องจริงในสงครามโลกครั้งที่2 สำหรับเรื่องสงครามโลกที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วงเวลานั้นและเราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่2กัน

อันดับที่ 1 อาวุธลับของประเทศญี่ปุ่น ถึงไม่ใช่แค่นาซีเยอรมันเท่านั้นที่พยายามจะสร้างอาวุธลับขึ้นมาแต่ทางด้านของประเทศญี่ปุ่นก็ได้ส้มผลิตอาวุธและพัฒนาอาวุธลับเช่นกัน โดยพวกเขาได้ทุ่มงบประมาณเป็นจำนวนมาก 

เพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อว่าDeath Ray หรือรังสีมรณะขึ้นมา โดยอาวุธตัวนี้มันคือ คลื่นพลังงานไฟฟ้าที่สังหารศัตรูได้แม้พวกเขาจะอยู่ไกลหลายกิโลเมตรโดยพวกเขาสามารถพัฒนาและผลิตเป็นเครื่องต้นแบบออกมาได้และมันสามารถใช้สังหารได้จริงในระยะเกือบๆ 1 กิโลเมตร 

แต่ทว่ามันก็ยังได้มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งมันจะสั่งหารได้จริงก็ต่อเมื่อเป้าหมายยืนอยู่นิ่งๆ 10 นาทีมันจึงทำให้รังสีมรณะที่ว่านี้ไม่สามารถนำมาใช้งานจริงได้ภายในสนามรบ 

อันดับที่ สอง ไม่เชื่อว่าสงครามจบแล้ว ในระหว่างสงครามประเทศญี่ปุ่นก็ได้ส่งทหารของตัวเองเพื่อเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่ต่างๆในดินแดนของศัตรูโดยที่ในปี 1994 ได้มีทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มีชื่อว่า ฮิโรโอโนดะ เขาได้ถูกส่งไปประจำการที่หมู่เกาะรูบังที่ประเทศฟิลิปปินส์โดยในตอนที่ญี่ปุ่นกำลังเพลี่ยงพล้ำนายฮิโรโอโนเดะและเพื่อนเขาอีก สาม คน ก็ได้เข้าไปหลบอยู่ในภูเขาแห่งหนึ่งและยังได้ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองต่อไป 

ซึ่งหลังจากนั้น 1 ปีผ่านไปเขาก็ได้เจอใบปลิวที่ได้ระบุเอาไว้ว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้มันได้ยุติลงแล้วแต่ทว่าในตัวเขาในเวลานั้นไม่เชื่อและคิดว่ามันเป็นข่าวปลอมที่ศัตรูได้ทำขึ้นมาหลอกจนระยะเวลาล่วงเลยไปจนถึงปี 1974 หรือสงครามโลกได้จบลงแล้ว 29 ปี 

แต่เขาก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่จึงทำให้อดีตผู้บัญชาการของเขาต้องเดินทางจากประเทศญี่ปุ่นไปประเทศฟิลิปปินส์เพื่อไปหานายฮิโรโอโนดะโดยเฉพาะ จากนั้นก็ได้มีคำสั่งปลดเขาออกจากหน้าที่นอกจากนี้เขาก็ยังได้ยืนยันอีกว่าสงครามโลกนั้นมันได้จบลงไปแล้วตั้งแต่ในปี 1945 โดยมันก็เป็นข่าวจริงมันไม่ใช่ข่าวปลอมที่เขานั้นได้เข้าใจผิดมาตลอด 

อันดับที่ 3  เกือบมีระเบิดปรมาณูลูกที่ 3โดยในปี 1945 ได้มีการทิ้งระเบิดปรมาณูLittle Boy ใส่ที่เมืองฮิโรชิม่า และทิ้งFat Manใส่ที่เมืองนางาซากิ แต่ถ้าว่าก่อนที่จะเกิดปฏิบัติการจริงใน 1 สัปดาห์ ในช่วงที่กองทัพสหรัฐกำลังวางแผนแรกเริ่มเดิมทีพวกเขากะจะทิ้งระเบิดแบทแมนใส่ที่เมืองเกียวโต

เนื่องจากว่ามันเป็นเมืองที่ได้มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นและได้มีโรงงานใหญ่ๆได้ตั้งอยู่ในเมืองนั้นอย่างมากมายแต่ถ้าว่าต่อมาพวกเขาก็ได้เปลี่ยนใจหันไปทิ้งระเบิดFat Manใส่ที่เมืองนางาซากิแทน

 

สนับสนุนโดย.    สมัครเว็บ ufabet

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน เรื่องจริงในสงครามโลกครั้งที่2

สงครามอินโดจีน

สงครามอินโดจีน สงครามเป็นสัญลักษณ์แห่งความขัดแย้งและการสูญเสียไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแต่มันได้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งในนั้นก็คือ กรณีพิพาท อินโดจีนฝรั่งเศส หรือ สงครามฝรั่งเศสไทย

ซึ่งเราได้เรียกติดปากว่า สงครามอินโดจีน ดาบปลายปืน5เล่มที่ได้ประสานเป็นหนึ่งเดียวกับรูปปั่นหล่อทองแดงขนาด2เท่าขาดคนธรรมดาเป็นตัวแทนของทหารบกทหารเรือทหารอากาศตำรวจและพลเรือนกับรายชื่อผู้เสียชีวิตจากสงคราม อินโดจีน ได้ถูกจ่าลึกเอาไว้ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิที่ได้ตั้งอยู่นั้น

โดยวีรกรรมและวีรบุรุษนั่นคือความภูมิใจที่หลงเหลือจากร่องรอยของสงคราม

ในยุคการล่าอาณานิคม ระหว่างพุทธศักราช2430ถึงพุทธศักราช2450 ประเทศไทยต้องเสียดินแดนบางส่วนให้กับฝรั่งเศสรวม5ครั้งเพื่อรักษาเอกราชเอาไว้แต่คนไทยทั้งประเทศยังเฝ้ารอเวลาที่จะได้พื้นที่กว่า480,000ตารางกิโลเมตรที่ได้สูญเสียไปนั่นกลับคืน

นอกจากนี้ในพุทธศักราช2479ความพยายามครั้งแรกของการเจรจาได้เริ่มขึ้นเมื่อรัฐบาลไทยได้ยื่นข้อเสนอของปรับปรุงเส้นเขตแดนแต่ฝรั่งเศสต่อรองว่าให้รอไว้เจรจากันเมื่อจะทำสัญญากันเกี่ยวกับอินโดจีนหลังจากนั้นการเจรจาได้เกิดขึ้นอีกหลายครั้งแต่ไม่ประสบผลสำเร็จทำให้สถานการณ์ ระหว่าไทยกับฝรั่งเศส ทวีความตึงเครียดขึ้น

กันยายน พุทธศักราช2483 เครื่องบินรบของฝรั่งเศสเริ่มบินล้ำเข้ามาน่านฟ้าของประเทศไทย

ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงเข้ามาในเขตจังหวัดนครพนมอยู่บ่อยครั้งจนนำไปสู่การสู้รบสสงครามอย่างไม่เป็นทางการจึงได้เริ่มขึ้น 8ตุลาคม พุทธศักราช2483 นักศึกษาและประชาชนไทยได้รวมตัวกันเดินกระบวนสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการทวงคืนแผ่นดินจากฝรั่งเศส

ประเทศที่เชี่ยวชาญการทำสงครามจากการล่าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศสรู้ดีว่าในตอนนั้นผลจากสงครามโลกครั้งที่2ทำให้จำนวนทหารของพวกเขาไม่เพียงพอที่จะวางแนวกำลังได้ตลอดชายแดนติดกับประเทศไทยพวกเขาจึงได้แก้ปัญหาด้วยการวางแผนตึงกำลังเฉพาะจุดที่คาดว่าจะเผชิญหน้ากับกองทัพไทย

12.07นาทีของวันที่27พฤษจิกายน พุทธศักราช2483 เครื่องบินโปเตซของฝรั่งเศสได้บินลุกล้ำเขามาในสถานที่ถ่ายรูปสถานที่ราชการในจังหวัดนครพนม พันจ่าอากาศเอก ทองใบ พันธุ์สบาย นำเครื่องบินฮอว์ค 3 ภารกิจบินขับไล่และได้ยิงไป21นัดจนฝ่ายตรงข้ามต้องลดระดับลงและได้บินหลบไปในช่องเขาขวัญให้กำลังใจเหล่าทหารประชาชน

โดยเฉพาะชาวนครพนมและจังหวัดใกล้เคียงเริ่มดีขึ้นเพราะเหตุการณ์การสู้รบที่ผ่านมาทำให้เห็นถึงความพยายามที่กล้าหารแม้จะใหม่กับทางรบทางอากาศแต่เสืออากาศไทยพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับผู้ลุกรานที่เหนือกว่าทุกนาทีที่ได้มีข้าศึกของฝรั่งเศสที่ได้ลุกลำเข้ามาในเขตแดนประเทศไทย

 

สนับสนุนโดย.  ufabet ฝากเงิน ออโต้

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน สงครามอินโดจีน

The Pale Manอาจจะมีอยู่จริงในตำนานญี่ปุ่น

The Pale Manอาจจะมีอยู่จริง สำหรับ The Pale Man เป็นสับประหลาดอยู่ภายในเขาวงกตหินที่ปรากฏตัวอยู่ครั้งแรกในฉากของภาพยนตร์เรื่องPans Labyrinth ในปี2006 เป็นภาพยนตร์แนวอาร์ตศิลปะในรูปแบบอาร์ตโดย The Pale Manในหนังนั้นเป็นตัวร้ายที่ชื่นชอบบริโภคเด็กๆเป็นอาหาร

ซึ่งรูปร่างของ The Pale Man จะมีลักษณะสีผิวขาวซีดลักษณะร่างกายเหี่ยวหยุ่นเหมือนกับยางยืดสีขาวมลบริเวณใบหน้าของมันจะเรียบเนียนไม่มีสิวเสี้ยนคือใบหน้าเต่งตึงมีเพียงแค่รูจมูกเล็กๆสองรูและปากที่ไม่มีริมฝีปากอยู่บนหน้าเท่านั้นและจุดที่ทำให้มันดูน่ากลัวตรงที่มันไม่มีดวงตานั่นแหละ

โดยในภาพยนตร์เรื่องนี้ The Pale Manปรากฏตัวอยู่ในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่แต่บรรยากาศอาจจะหลอนๆนิดๆและกลางห้องจัดเลี้ยงก็จะมีโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยอาหารเลิศรสอยู่บนโต๊ะเต็มไปหมดเลยและ The Pale Manก็จะนั่งนิ่งๆอยู่ตรงหัวโต๊ะนั่นแหละ

ซึ่งก็จะมีจานวางอยู่ด้านหน้าแค่เพียงหนึ่งจานเท่านั้นและภายในจานก็จะมีลูกตาอยู่สองลูกและก็ไม่ใช่ตาของใครมันคือตาของเจ้า The Pale Manนั่นเอง

เมื่อ The Pale Manมันต้องการออกล่าเหยื่อมันก็จะเอาลูกตาใส่เอาไป

ในเบ้าตาที่อยู่ในฝ่ามือของมันและจะยกฝ่ามือขึ้นมามองในเวลาที่มันออกล่าเหยื่อโดยปกติแล้ว The Pale Manมันไม่ได้ออกเดินไปหาล่าเหยื่ออยู่ตามสถานที่ต่างๆเพราะว่า The Pale Manนั้นมันจะใช้อาหารอันโอชะเป็นเหยื่อล่อให้เด็กน้อยไร้เดียงสาผู้หิวโหยได้ตามกลิ่นเข้ามาในห้องอาหาร

ดังนั้นเด็กคนไหนที่ได้หลงกลหรือว่ากินอาหารที่อยู่บนโต๊ะเข้าไป The Pale Manมันก็จะตื่นขึ้นและเด็กคนนั้นก็จะกลายเป็นอาหารของมันนั่นเองและเรื่องราวภายหลังของภาพยนต์ในเรื่องนี้ก็มีเนื้อหามาจากในช่วงของสงครามการเมืองของสเปนในช่วงปี ค.ศ.1944

โดยผลกระทบของสงครามในครั้งนั้นก็ก่อให้เกิดการทุกข์ยากให้แก่ประชาชนภายในประเทศทั่วทุกย่มหญ้าเลยเด็กๆต่างก็ผอมแห้งเพราะความหิวโหยว่ากันว่าผู้คนในยุคนั้นจะต้องนำก้อนหินมาต้มกินร้อนๆแก้หนาวแท้ซุปเลยจึงเป็นสาทำให้เด็กๆทั้งหลายในยุคนั้นมักจะเข้ามาหลงติดกับดักของปีศาจตนนี้ด้วยการมัวแต่กินอาหารอร่อยๆจนไม่ทันระวังตัวและกลายเป็นอาหารของเจ้า The Pale Manไปนั่นเอง

เนื่องจากนี้ที่มาของ The Pale Manโดยเริ่มแรกมันมีที่มาจากภาพวาดของศิลปินที่มีนามว่าFrancisco Goya ในตอนแรก The Pale Manถูกออกแบบให้เป็นสับประหลาดผิวน่ากลัวก่อนจะมีการปรับเปลี่ยนเอาแนวคิดจากตำนานภูตพรายของญี่ปุ่นที่มีนามว่าTenome

 

สนับสนุนโดย.  บาคาร่า w88

โพสท์ใน ตำนาน | ติดป้ายกำกับ , | ปิดความเห็น บน The Pale Manอาจจะมีอยู่จริงในตำนานญี่ปุ่น